RSS

วารสารหนึ่งเดียว มุม PTA โดย เทียนหอม

ทำไมผู้ใหญ่ชอบพูดดักคอเด็กว่า   “อย่าโกหก” 

ทั้งๆ ที่ถ้าใครมาว่าเราแบบนั้น  เราเองก็คงไม่ชอบเหมือนกัน  ไม่ว่าจะโกหกไปแล้ว หรือไม่คิดจะโกหกด้วยซ้ำ  ผู้เขียน คิดว่าเด็กๆ จับโกหกไม่ยากหรอก แต่ว่าจะใช้คำพูดแบบไหน  วิธีการสอนแบบไหน ถึงจะให้เด็กกล้าพูดความจริง…………… ผู้เขียนอาจจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร

ถ้าเราคิดง่ายๆว่า  เรื่องทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ ทุกเรื่องต้องมีเหตุมีผล มีคำตอบ มีที่มาที่ไป  ก็จะทำให้เรามองเห็นเหตุผลที่ลูกต้องพูดโกหกกับพ่อแม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องมีวิธีคิด  มีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล  พ่อแม่จึงจะช่วยประคับประคองลูกให้ผ่านปัญหาไปได้

 

สำหรับที่บ้าน  ผู้เขียน จะไม่พูดกล่าวหาว่า  ..ลูกโกหก…  แต่จะบอกว่า  “แม่อยากให้ลูกบอกความจริง  เพราะเราจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้”   สอนลูกจากการทำเป็นแบบอย่าง จากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา เช่น การดูโทรทัศน์ การ์ตูน ละคร หรือภาพยนตร์  คุณพ่อหรือคุณแม่ควรจะดูโทรทัศน์ไปพร้อมกับลูก   คุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายให้ลูกฟัง เวลามีฉากที่โกหก  หลอกลวงกัน ควรอธิบายให้ลูกฟังว่า  เห็นไหม ถ้าลูกเริ่มต้นโกหก  ลูกก็จะต้องโกหกไปตลอด ต้องสร้างเรื่องขึ้นมามากมายไม่จบสิ้น  แถมบางทียังทำร้ายตัวเราเองอีก  ในทางกลับกันถ้าลูกพูดความจริงแต่แรก  พ่อแม่ก็ยังสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ลูกไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้   พ่อแม่พร้อมที่จะช่วยแก้ไข ให้คำแนะนำทุกเรื่อง

ผู้เขียนคิดว่า ถ้าเรารู้จักดูละครอย่างมีสติ รู้จักวิเคราะห์ให้เด็กๆ เข้าใจ  ละคร ก็สอนเราได้หลายๆเรื่องเช่นกัน  โดยที่บางครั้งเราไม่ต้องลงไปสัมผัสกับสิ่งนั้นโดยตรง สมัยผู้เขียน ยังเป็นวัยรุ่น  จำได้ว่า  เราก็ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ที่ไหน   แต่ชอบอ่านนิยายมากๆ   เรียกว่าหนังสือในห้องสมุดโรงเรียน ผู้เขียนจะอ่านนิยายเล่มหนาๆ หมดเป็นตู้ๆ

การสอนลูกด้วยนิทาน  การ์ตูน  นิยาย  คุณพ่อคุณแม่สามารถดึงเรื่องราวดีๆเหล่านั้น ในหลายๆเรื่อง เพราะลูกจะรับได้อรรถรสในภาษา  ได้จินตนาการตามตัวหนังสือ ได้เรียนรู้นิสัยใจคอตัวละคร ได้รู้จักสภาพแวดล้อม สังคมนั้นๆ  ได้รู้ว่าใครทำเรื่องไม่ดี ผลสุดท้ายก็จะเกิดสิ่งไม่ดีกับผู้ที่ทำ  สำหรับผู้กระทำความดี  มีความอดทน มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีศิลธรรม สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับตัวผู้กระทำ  ลูกจะเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ  ทำให้มุมมองชีวิต และสังคมได้กว้างขึ้นด้วย

วันนี้ผู้เขียนมีบทความมาฝาก  โดย คุณวิมลวรรณ ปัญญาว่อง นักจิตวิทยาคลินิก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์

 

เมื่อลูกโกหก…

ความซื่อสัตย์ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของลักษณะนิสัยที่ดี ซึ่งเด็กเรียนรู้ได้จากที่บ้าน ดังนั้น เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองพบว่าเด็กโกหก จึงจำเป็นต้องสอนให้เด็กเข้าใจว่าการโกหกเป็นสิ่งที่ผิด   อย่างไรก็ตาม วิธีการเพียงวิธีเดียวย่อมไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ พ่อแม่จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจลึกลงไปถึงสาเหตุเบื้องหลังการโกหกของเด็ก เพื่อจะได้เลือกวิธีจัดการได้อย่างเหมาะสม

  • ·การโกหกตามจินตนาการ (Lying as Fantasy)

การโกหกอาจยังไม่ใช่ปัญหาที่รุนแรงนัก ในเด็กอายุ 4 – 5 ปี เป็นกิจกรรมปกติที่เด็กมักสร้างเรื่องหรือแต่เรื่องขึ้น เด็กวัยนี้จะสนุกกับการฟังและสร้างเรื่องตามจินตนาการ ซึ่งเด็กบางคนอาจยังแยกแยะความแตกต่างระหว่างจินตนาการกับเรื่องจริงได้ไม่ดีนัก

การเล่น เป็นกระบวนการที่เหมาะสำหรับเด็กวัยนี้ โดยใช้การเล่นตามจินตนาการ สอดแทรกการสอนให้เด็กเข้าใจว่าการทำตามจินตนาการไม่ใช่สิ่งที่อันตราย แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นเพียง “การเล่น” เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง

  • ·การโกหกเพื่อหลบเลี่ยงความผิด (Lying to Divert Blame)

ปัญหาจะเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อในช่วงเวลาหนึ่ง เด็กเรียนรู้ที่จะโกหกเพื่อปกป้องตนเอง เช่น หลีกเลี่ยงการทำบางอย่าง หรือเลี่ยงความผิดของตนเอง เด็กบางคนกลัวโดนดุว่าเป็น “เด็กไม่ดี” ที่ทำข้าวของแตกหรือเกิดอุบัติเหตุ ส่วนเด็กโต พูดโกหกเพื่อปกปิดความผิดและหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ในกรณีนี้ การที่เด็กโกหกนั้น มักมาจากความรู้สึกภายใน คือ ความรู้สึกผิด กังวล และกลัว

เด็กวัยรุ่นบางคนเรียนรู้เองว่าในบางสถานการณ์การโกหกก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เช่น การไม่บอกแฟนถึงเหตุผลแท้จริงที่บอกเลิก เพราะไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย วัยรุ่นบางคนอาจโกหกเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวหรือช่วยให้ตนเองรู้สึกเป็นอิสระจากพ่อแม่ผู้ปกครอง (เช่น โกหกว่าไม่ได้แอบออกไปกับเพื่อนตอนกลางคืน)

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการการโกหกแบบนี้ คือ การสอนให้เด็กได้รู้เกี่ยวกับการโกหกว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดและจะได้รับผลเสียอย่างไร พูดให้เด็กเข้าใจถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความไว้วางใจ โดยเฉพาะการพูดความจริงเวลาที่ทำความผิดเพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสแก้ไขความผิดนั้น

  • ·การโกหกซ้ำๆ (Compulsive Lying)

เมื่อการโกหกกลายเป็นนิสัย แสดงถึงความรุนแรงมากขึ้นและต้องจัดการอย่างจริงจัง เด็กกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าการโกหกเป็นวิธีง่ายที่สุดในการทำตามความต้องการของผู้ปกครอง ครู และเพื่อนๆ เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการทำผิดหรือประสงค์ร้ายกับใคร เพียงแต่โกหกซ้ำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยไม่ดี

เด็กหรือวัยรุ่นบางคนโกหกเพราะไม่อยากให้มีปัญหา  บางคนมักจะโกหกเพื่อปิดบังปัญหารุนแรงอื่นๆ เช่น วัยรุ่นที่มีปัญหายาเสพติดมักจะโกหกซ้ำๆ เพื่อปกปิดความจริงเกี่ยวกับว่าเขาไปไหนมา ไปกับใคร ทำอะไรมาบ้าง ไปเอาเงินมาจากที่ไหน

เด็กบางคนที่รู้ความแตกต่างระหว่างความจริงกับการโกหกแล้ว จะสามารถสร้างเรื่องราวได้น่าเชื่อถือ เด็กหรือวัยรุ่นมักจะสร้างเรื่องที่น่าสนใจเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟัง พ่อแม่แทบจะต้องมีตาหลังทีเดียวเมื่อลูกโกหกบ่อยครั้งจนเป็นนิสัย พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะจับสัญญาณการโกหกของเด็ก ต้องอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบเหนือกว่าเด็ก และให้ผลลัพธ์ของการโกหกแก่เด็กอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างสม่ำเสมอ แต่วิธีนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่าการโกหกนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ถ้าเด็กหรือวัยรุ่นยังพัฒนารูปแบบของการโกหกที่รุนแรงและซ้ำซ้อนมากขึ้น ควรได้รับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ การประเมินโดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจะช่วยให้เด็กและผู้ปกครองเข้าใจพฤติกรรมการโกหก และได้รับคำแนะนำสำหรับอนาคตด้วย

 

ขีดๆเขียนๆ โดยเทียนหอม

 

7 วิธีจัดการเด็ก”โกหก” (และผู้ใหญ่โกหก)

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://raisingchildren.net.au/

 

ปัญหาการโกหก ในสังคมเรานี้มีมากขึ้นทุกวัน ทั้งในชีวิตจริง ในข่าวบ้านการเมือง ที่เด็กๆจะสัมผัสได้ดูจากจอโทรทัศน์ ทุกวัน  คงเป็นเรื่องที่น่าลำบากให้สำหรับพ่อแม่ยุคไอทีเช่นเรา เพราะพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกๆยุคใหม่จะเป็นคนซื่อสัตย์ รักษาสัตย์  รักษาสัจจะ  และเพื่อให้ลูกๆของเรามีความพร้อมด้วยคุณสมบัตินั้น  จึงต้องมีเทคนิคดีๆ มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่สำหรับจัดการกับการโกหก  ดังนี้

 

1.  หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้โกหก เช่น เมื่อเด็กเล่นน้ำในแก้ว และคุณเห็นว่า เด็กทำน้ำหกเลอะพื้น แทนการถามว่า “นั่นลูกทำอะไรน่ะ” (เพราะเด็กอาจตอบว่า เปล่าทำ ไม่ได้ทำ เพราะรู้สึกว่า ตัวเองกำลังจะโดนดุ หรือโดนทำโทษ) ก็บอกลูกไปเลยว่า “แม่เห็นลูกทำน้ำหก ไปหาผ้ามาเช็ดพื้นเลย” ดีกว่า

2. หากลูกมีลักษณะนิสัยชอบโม้ เล่าเรื่องเกินจริง บางเรื่องก็เติมแต่งจนกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไป ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อว่า ให้ตนเองได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง คุณพ่อคุณแม่ควรหันมาให้ความสำคัญกับลูก และหมั่นชมลูกบ่อย ๆ เพื่อให้จิตใจของลูกได้รับการเติมเต็มในด้านความเชื่อมั่น นิสัยขี้โม้จะลดลงไปเอง

3. หากลูกทำผิด และพูดความจริง ขอให้ชมลูกแทนการตำหนิ เช่น ชมลูกว่า “แม่ภูมิใจมากที่ลูกเล่าความจริง ลูกมีความกล้าหาญมากจ้ะ” นั่นทำให้เด็กเข้าใจได้ว่า การกระทำเช่นนี้น่ายกย่องมากกว่าการปกปิดความผิดมากนัก

4. ยึดมั่น “กฎ” ของบ้าน หากการโกหกเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในครอบครัว และตั้งกฎกันเอาไว้ว่าห้ามโกหกก็ต้องรักษากฎนั้นให้มั่น (รวมทั้งพ่อแม่ และผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ในบ้านด้วย) เพื่อให้เด็กไม่สับสน ทำไมผู้ใหญ่โกหก แต่มาห้ามเด็ก

 

5. สำหรับเด็กที่โตขึ้นอีกนิด และเริ่มพูดโกหกบ่อย ๆ หากคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าสิ่งที่ลูกพูดออกมาไม่เป็นความจริง ขอให้อธิบายกับลูกให้ชัดเจนว่า ความจริงนั้นสำคัญกับพ่อแม่มากกว่า พร้อมทั้งถามถึงความจริงที่เกิดขึ้น เช่น อาจจะฟังเรื่องที่ลูกเล่าจนจบแล้วค่อยถามไปว่า “เอาล่ะ ทีนี้เล่ามาดีกว่า ว่าความจริงเป็นอย่างไร” (พยายามทำให้บรรยากาศดูขำ ๆ จะดีกว่า ที่สำคัญ มุกนี้อย่าใช้บ่อยเกินไปค่ะ)

6. พยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษ เช่น ว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เป็นจอมโกหก เพราะเท่ากับเป็นการสร้างภาพในด้านลบให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก อีกทั้งยังทำให้พวกเขากลายเป็นจอมโกหก (จริง ๆ) มากขึ้น ถ้าเด็กเชื่อในคำที่พ่อแม่บอกว่าเขาเป็น ถึงตอนนั้น พ่อแม่เองนั่นแหล่ะที่จะต้องน้ำตาตก

7. ใกล้ชิดกับลูกให้มาก โดยธรรมชาติแล้ว เด็ก ๆ มักชอบเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนเองประสบพบเจอให้พ่อแม่ฟัง และโดยมากจะเล่าตามความเป็นจริง แต่ถ้าเด็กที่ไม่ใกล้ชิด ไม่เข้าหาพ่อแม่ ไม่ยอมเล่าเรื่องราวต่าง ๆ หรือพอเล่าก็เป็นเรื่องโกหกนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกกำลังมีปัญหาก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี การจะทำให้เด็กที่เคยโกหกเล่าความจริงได้นั้น บางครั้งก็ต้องอาศัยเทคนิค หรือบรรยากาศสักหน่อย เช่น ควรทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และเชื่อมั่นว่า หากเขาเล่าความจริงออกมา เขาก็ไม่ถูกทำโทษ เป็นต้น

เมื่อผู้ใหญ่ก็โกหก หรือบอกให้เด็กโกหก
การโกหกของผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน เช่น ผู้ใหญ่อาจหลอกเด็ก ๆ ว่าตุ๊กแกจะมากินตับเด็กร้องไห้ ตำรวจจะมาจับพ่อแม่ไปหากลูกเกเร นอกจากนั้น ผู้ใหญ่บางคนยังใช้การโกหกเพื่อรักษามารยาท เช่น สอนให้ลูกแสดงออกว่าชอบของขวัญที่ได้รับ (แม้ใจจริงแล้วเด็ก ๆ ไม่ชอบของขวัญชิ้นนั้นเลยก็ตาม) เพื่อให้ผู้มอบของขวัญรู้สึกดีใจ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องน่ายอมรับนัก และหากไม่จำเป็นก็อย่าหยิบออกมาสอนเด็ก ๆ เลยจะดีกว่า เพราะหากใช้บ่อยจนเด็ก ๆ คุ้นเคย วันหนึ่งเขาอาจตั้งใจโกหกด้วยตัวของเขาเองก็เป็นได้

นอกจากนี้ สำหรับท่านที่มีลูกเป็นเด็กดีมาตลอด แล้ววันหนึ่งพบว่าลูกโกหก คุณพ่อคุณแม่คงต้องมองโลกในแง่ดีเอาไว้ก่อน จากนั้นค่อยหันมาใส่ใจพฤติกรรมการโกหกของคนในครอบครัวว่ามีใครทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่างหรือเปล่า อีกทั้งการบอกลูกว่า “การที่ลูกไม่บอกแม่ตามความจริง ทำให้แม่เสียใจและผิดหวังมาก” ก็ช่วยได้เช่นกัน    สุดท้าย หากต้องการแก้ไขพฤติกรรมลูกแบบถนอมน้ำใจ ลองหานิทานที่เกี่ยวกับความซื่อสัตย์มาเล่าให้ลูกฟังก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีค่ะ
ขีดๆเขียนๆ  โดยเทียนหอม      

 

เมื่อฉันเป็นคนขี้อิจฉา / เมื่อฉันถูกเพื่อนอิจฉา

ในวูบหนึ่งของความคิดเรา…เคยมั้ย? เคยเกิดอาการแบบนี้

ทำไมเพื่อนของฉันชอบพูดจาถากถางฉัน   จนทำให้ฉันหมดความมั่นใจ 

ฉันรู้สึกเศร้าจังที่เพื่อนไม่เข้าใจ

เพื่อนสนิทกันแท้ๆ   จู่ๆก็ทิ้งเราไปเฉยๆ

ไม่เข้าใจตัวเองเลยทำไมเห็นเพื่อนคนนี้แล้วรู้สึกขวางหูขวางตาจังเลย

แหม! ดูสิยัยแจ๋ว หน้าตาก็งั้นๆ  แต่ชอบทำตัวแอ๊บแบ๊ว จังเลย

แล้วคุณมีวิธีการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขึ้อิจฉา หรือ เป็นคนที่ถูกเพื่อนอิจฉา ลองมาดูผลกระทบต่อตนเองก่อน

ในส่วนของคนถูกอิจฉา  จะยอมรับความทุกข์  ความเครียด ยอมหลีกหนีปัญหา ยอมเป็นนางเอกผู้แสนดี นั่งน้ำตาตกใน  ยอมทำตามความต้องการของเพื่อนทุกครั้งไป  หรือจะหาวิธีรับมือที่เหมาะสม

ส่วนคนขี้อิจฉา  ก็จะเป็นทุกข์ในจิตใจ  เพราะการที่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อย พอเอาไปเปรียบเทียบแล้วแทนจะสบายใจ เปล่าหรอก กลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชะตา และวาสนาตัวเองมากขึ้น  จึงทำให้เกิดพฤติกรรมในทางลบและชิงชังผู้อื่น เช่น ชอบติฉินนินทา ติเติยนคนอื่นซ้ำซาก,พูดถึงแต่คนอื่นในทางเลวร้าย ไม่มองความจริงของชีวิตว่า คนเรามีทั้งดีและเสีย มีทั้งนำเน่าและน้ำดี และตัวของเราเองก็มีสิ่งที่ดี และน่ายกย่องเช่นเดียวกับเพื่อน  เพียงแต่เรายังไม่เคยก้มลงมองตัวเองและสำรวจตรวจตราอย่างถี่ถ้วน

ลักษณะของคนขี้อิจฉา

–  ชอบเปรียบเทียบตัวเขาเองกับคนอื่น รู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่และโทษคนรอบข้างว่าเป็นเพราะคนรอบข้างที่ทำให้เขาไม่ได้สิ่งที่เขาอยากได้

–  ไม่เคารพตัวเองและไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเองเพราะมัวแต่ดูถูกตัวเอง คิดอยู่แต่ว่าตัวเองโชคไม่ดีแบบคนอื่น

เราจะรุ้ได้อย่างไร  ว่าเพื่อนของเราแอบอิจฉาเราอยู่ 

–  ไม่ดีใจที่เพื่อนมีความสุข : เมื่อเราได้รับข่าวดีหรือมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับเรา แทนที่เพื่อนจะรู้สึกดีใจหรือยินดีไปกับเรา แต่เขากลับทำเฉยๆ เหมือนไม่ได้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นทั้งนั้น และที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะว่าเขาพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกดีโดยการที่ไม่ดีใจไปกับการประสบความสำเร็จของเรานั่นเอง

–  หนีห่าง : เมื่อบางคนเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมากๆ สิ่งที่จะตามมาคือเขาจะเริ่มตีตัวออกห่างจากเราเพราะเขาไม่อยากรับรู้และไม่อยากชื่นชมกับสิ่งดีๆ ที่เราได้รับนั่นเอง

–  เบรคตลอด : เขาจะพยายามขัดขวางหรือแสดงความไม่พอใจเมื่อเราได้รับสิ่งดีๆ หรือบางครั้งเขาอาจจะพยายามขัดขวางไม่ให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรา เช่น เราใส่เสื้อตัวใหม่เป็นครั้งแรกแล้วมีเพื่อนๆ หลายคนชมว่าเสื้อตัวนี้สวยจังเลย เพื่อนที่ขี้อิจฉาอาจจะพูดขึ้นมาลอยๆ ทำนองว่า “ไม่เห็นจะสวยเลย” หรือ “ก็สวยดีนะ แต่มันดูเหมือนของก๊อบเลย”

–  ไม่จริงใจ : อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าเราจะดูออกได้ว่าเขาจริงใจกับเราจริงๆ รึเปล่า เราอาจสังเกตได้จากพฤติกรรมของเขา มันดูไม่ยากว่าคนนี้เขาเฟคใส่เราหรือเปล่า บางครั้งเพื่อนคนนี้อาจจะพยายามจริงใจกับเรามากจนดูไม่เป็นธรรมชาติเลยก็ได้ (- -)

– ทำลายความเชื่อมั่นของเรา : เมื่อใดก็ตามที่เราได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เพื่อนคนนี้จะพูดให้เรารู้สึกแย่และคิดว่าเราอาจจะตัดสินใจผิดพลาด ถ้าเขาทำแบบนี้บ่อยๆ เป็นไปได้มากว่าเขากำลังอิจฉาเราและกลัวว่าเราจะได้ดีมากกว่าเขา

–  ไม่ยอมช่วยเหลือ : บางครั้งเราอาจจะขอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากเขา แต่เขากลับปฏิเสธเรา อาจจะอ้างว่าไม่ว่าง ไม่สะดวกหรืออะไรก็ตาม เพื่อนที่ไม่อิจฉาคนอื่นจะยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเราทันทีโดยไม่มีข้อแม้และไม่อิดออดอะไรทั้งสิ้น

–  ไม่ให้กำลังใจ : เมื่อเรากำลังจะทำสิ่งดีๆ เพื่อนคนนี้จะคอยบั่นทอนกำลังใจเรา เช่น “แกทำไม่ไหวหรอก” หรือ “แกเลิกล้มความตั้งใจของแกไปเถอะ”  ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่เพื่อนที่ดีควรทำคือต้องคอยเชียร์เรา สร้างความเชื่อมั่นให้กับเราว่าเราสามารถทำได้

วิธีตั้งรับเมื่อถูกคนอิจฉา

ลองประเมินสถานการณ์ : ลองประเมินตัวเองโดยรวมว่าเราทำอะไรที่ทำให้เพื่อนหมั่นไส้หรือเปล่า เราโอเวอร์ไปมั้ย เราพูดเกินจริงไปรึเปล่า หรือเราพยายามข่มเพื่อนหรือเปล่า เราไปพูดอะไรที่ไปสะกิดใจหรือไปโดนเรื่องที่เพื่อนฝังใจหรือเปล่า ลองสำรวจตัวเองดูก่อนว่าเราทำอะไรให้เพื่อนรู้สึกไม่ชอบใจมั้ย และถ้าทุกอย่างมันเริ่มที่เรา เราก็ต้องเริ่มปรับเริ่มแก้ที่เราก่อน

ลองพูดคุยกับเพื่อน : การทำความเข้าใจกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด รวมทั้งเราควรต้องระมัดระวังคำพูดของเราให้มากขึ้น และถ้าได้มีโอกาสได้เปิดอกคุยกันและใช้เวลาตรงนี้ปรับความเข้าใจกัน

ลองสังเกตปฏิกิริยาของเพื่อน : ถ้าเพื่อนยอมรับฟังเมื่อเราพูดถึงเรื่องนี้ หรือเพื่อนยอมฟังเราพูดแต่โดยดี นั่นเป็นสัญญาณที่ถือว่าดีทีเดียว แต่ถ้าเพื่อนเริ่มมีสีหน้าที่ไม่ดูไม่ดี และเริ่มพูดจาไม่ดีกับเรา ให้จบบทสนทนาลงตรงนั้นซะ ก่อนที่อะไรจะแย่มากไปกว่านี้

คอยเชียร์ : ถ้ามีโอกาสลองสร้างความเชื่อมั่นให้กับเพื่อนคนนั้น สร้างกำลังใจให้เพื่อนรู้สึกมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเอง

ปล่อยผ่าน :ถ้าในเมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว แต่เพื่อนเรายังมีปฏิกิริยาเหมือนเดิมอยู่ นั่นอาจเป็นเวลาที่เราต้องตัดสินใจในการเลือกคบเพื่อนประเภทนี้แล้ว สิ่งที่เราทำได้คือต้องปล่อยให้มันผ่านไป อย่าไปเก็บเรื่องพวกนี้มารบกวนจิตใจหากิจกรรมทำเพื่อเป็นการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

9 วิธีเอาชนะความอิจฉา

1. เฝ้ามองอารมณ์ริษยา     การพร่ำบอกตัวเองไม่ให้รู้สึกอิจฉาริษยา ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากอารมณ์นั้นได้ เพราะยิ่งต่อต้าน ยิ่งคงอยู่ แต่ถ้ารับรู้และเข้าใจสถานภาพอย่างลึกซึ้ง เราจะเริ่มขจัดความรู้สึกด้านลบออกไปได้เอง ฉะนั้น เมื่อคุณรู้สึกอิจฉา ใครบางคน จงปล่อยตัวเองให้อยู่ในอารมณ์นั้นอย่างเต็มที่ แล้วคุณจะเห็นว่า การเผชิญหน้ากับความรู้สึกดังกล่าว จะทำให้อารมณ์ริษยาเริ่มลดน้อยลงสิ่งที่คุณต้องทำคือ หามุมสงบเงียบๆคนเดียว ไร้สิ่งรบกวน หลับตาและนึกถึงเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกอิจฉา สังเกตดูว่า ความรู้สึกนั้นมาจากไหน มีผลต่อร่างกายอย่างไร คุณรู้สึกตีบตันที่ลำคอหรือแน่นท้องหรือเปล่า เจ็บหน้าอกบ้างไหม และที่สำคัญต้องรู้จักปลดปล่อยความรู้สึกริษยาออกมา อย่าไปยึดมันไว้ จงสำนึกไว้เสมอว่า นั่นไม่ใช่ตัวคุณ แต่เป็นอัตตาที่เรียกร้องความสนใจ จงเฝ้ามองไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่า อารมณ์ริษยาค่อยๆจางหายไปการฝึกเช่นนี้ จะช่วยให้คุณเอาชนะความเป็นอัตตา และเห็นสิ่งที่เป็นจริงด้วยสติปัญญานั่นเอง
2. รักตัวเอง     มีคำกล่าวว่า “ถ้าคุณไม่ยอมรับและรักตัวเองในแบบที่คุณเป็น ก็มีแนวโน้มสูงที่คุณจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพื่อหลอกตัวเองให้รู้สึกว่ามีค่า”คุณค่าของตัวเรานั้น เกิดจากการเห็นคุณค่าของตัวเองและรักตัวเอง คนที่พอใจและรู้สึกมั่นคงในตัวเอง จะไม่ปล่อยให้ความอิจฉาริษยาเข้ามา กร้ำกรายชีวิต จงมองเข้าไปภายในจิตใจ ใช้เวลากับตัวเอง รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา เลือกที่จะสนใจตัวเองมากกว่าคนที่เราอิจฉา ใช้ความเข้าใจเรื่องความต้องการและปัญญา เปลี่ยนการรับรู้ของเรา อีกทั้งตระหนักดีว่า เรามีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นอยู่ภายในตัวเอง ที่จะทำให้เกิดความสุขและความสำเร็จ และรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปนั้น เราสามารถหาได้ และทำให้สำเร็จได้
3. เลิกเปรียบเทียบ     มีคนเคยกล่าวอย่างน่าฟังว่า “การเปรียบเทียบคือเมล็ดพันธุ์ และความริษยาคือดอกผลของมัน”ทั้งนี้เพราะการเปรียบเทียบนำไปสู่ความอิจฉาริษยา และทั้งสองสิ่งนี้ล้วนปรุงแต่งขึ้นจากจิต บางคราวจิตของมนุษย์อาจจมปลักอยู่กับการเปรียบเทียบ จนมองไม่เห็นความเป็นจริง เราจึงจำต้องลดละการเปรียบเทียบลง เพื่อจะได้เห็นทุกสิ่งตามเนื้อแท้ของมัน จงเริ่มด้วยการเห็นคุณค่าของความแตกต่าง เห็นประโยชน์ของการมีเอกลักษณ์ข้อสำคัญ ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า การเปรียบเทียบนั้นมักไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเราจะคาดหวังไปเรื่อยๆ

4. ค้นหาสิ่งที่คุกคามจิตใจ     ถามตัวเองและค้นหาว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกหวาดหวั่น หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในเรื่องอะไร สิ่งใดที่กลัวจะสูญเสีย หรืออะไรคือสิ่งที่คิดว่าควรได้รับเมื่อคุณรู้ว่ามันคืออะไร ต้องตัดสินใจที่จะเอาชนะสิ่งที่เป็นภัยคุกคามนี้ ด้วยการวางแผนอย่างคร่าวๆ หาหนทางที่จะมองสถานการณ์นี้จากจิตที่เข้มแข็งมั่นคง ไม่ใช่จิตที่หวาดกลัว หวั่นไหว

5. จดบันทึก     การจดบันทึกข้อคิดลงบนกระดาษ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้คุณแสดงตัวตนออกมา แต่ยังเป็นการวางแนวทางเลือกของคุณให้เห็นเด่นชัด เสมือนมองลงมาจากเครื่องบิน ซึ่งแลเห็นภาพโดยรวมได้ดีกว่านั่นเองจงถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกเช่นนี้” เขียนสาเหตุ ทั้งหมดลงบนกระดาษ นึกอะไรขึ้นได้ ก็จดลงไปก่อนโดยไม่ต้องแก้ไข แล้วค่อยมาจัดระเบียบข้อมูลในภายหลัง เมื่อได้สาเหตุทั้งหมดแล้ว ก็เขียนไว้ข้างๆของแต่ละข้อว่า จะแก้ไขอะไรได้บ้าง

6. อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง     ถามตัวเองว่า คนที่คุณอิจฉานั้น เป็นภัยคุกคาม ต่อตัวคุณ ต่อความสัมพันธ์ หรือต่อธุรกิจของคุณหรือไม่..   สิ่งที่คุณกำลังรู้สึกหรือทำนั้น สร้างประโยชน์ให้แก่คนที่เกี่ยวข้องหรือไม่..คุณจะเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้ได้บ้าง หรือจะได้ประโยชน์อะไรจากสถานการณ์นี้..ถ้ามันทำให้ทุกคนรู้สึกไม่ดีและไม่มีประโยชน์อะไรต่อ คุณเลย ก็คงไม่มีเหตุผลใดที่คุณจะคงความรู้สึกนั้นต่อไป

7. หาจุดแข็งของตัวเอง     สำรวจตัวเองดูว่า มีจุดแข็งด้านใดและมีคุณลักษณะพิเศษอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น มีสมองอันเยี่ยมยอดในการคิดคำนวณ สามารถเล่นกีฬาได้ทุกประเภท เป็นต้น จงเห็นคุณค่าของพรสวรรค์และความสามารถที่คุณมี รวมทั้งให้ความสำคัญกับข้อดีในตัวเอง ที่ค้นพบนั้น
8. หันเหความสนใจ      บางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะคิดอย่างสมเหตุสมผลยามที่เราถูกครอบงำด้วยความรู้สึกไม่ดี เพราะเรามัวแต่เน้นความรู้สึกด้านลบ จนลืมมองภาพใหญ่ แต่คุณสามารถเปลี่ยนสภาพอารมณ์ขณะนั้นได้ ด้วยการหันเหความสนใจไปยังสิ่งอื่นที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง เช่น ออกไปจ๊อกกิ้ง รดน้ำต้นไม้ หรือล้างจานชามในครัว และเมื่อรู้สึกผ่อนคลายลง ค่อยกลับไปยังสถานการณ์เดิม ด้วยจิตที่ผ่องใสและเปิดกว้าง
9. ถามตัวเองนี่เป็นสิ่งที่ต้องการจริงๆหรือ    ความรู้สึกเช่นนี้ คือการที่เรากำลังให้ความสนใจต่ออารมณ์นี้อยู่ สมมติว่าคุณอยู่ในสถานการณ์นั้น ถามตัวเองว่าต้องการเช่นนั้นจริงหรือเปล่า แล้วคิดว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไรในบางสถานการณ์ที่ทำให้เราตกอยู่ในอารมณ์ด้านลบ ตลอดนั้น ถ้าเราปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ก็จะได้สิ่งที่ดีกว่า เช่น เมื่อคุณเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จมากกว่า แทนที่จะอิจฉาริษยาเขา ก็เปลี่ยนเป็นการแสดงความยินดี ราวกับว่ามันเป็นความสำเร็จของคุณเอง และศึกษาการทำงานของเขา เพื่อเป็นแบบอย่างสู่ความสำเร็จของคุณในอนาคต
ก้อนความทุกข์อยู่กับใครก็จะทำให้ผู้นั้นเจ็บปวดในจิตใจ และส่งผลให้กับผู้คนรอบข้างทำไมเราไม่ยอมปล่อยวางก้อนความทุกข์นั้นเสีย  แล้วหันมาหยิบก้อนความสุขให้กับตัวเองและผู้อื่นๆ สังคมของเราจะได้เป็นสังคมทีมีความสุข  มีการแบ่งปันด้วยจิตอาสา

ขีดๆเขียนๆ  โดยเทียนหอม

แหล่งที่มา:  หนังสือธรรมลีลา /เด็กดี.คอม

คุณค่าในตัวเอง คำที่เข้าใจยาก  แต่ไม่ยากที่สร้างให้เกิดในตัวลูก

ใครกำหนดคุณค่าในตัวเรา

” แม่ขา…ผมของหนูน่ะไม่เห็นสวยเหมือนจอยเลย”

” สวยสิลูก แม่ว่าดูดีแล้วนะ”

” ก็แม่เป็นแม่หนู แม่ก็ต้องว่าหนูสวย แต่หนูอยากให้เพื่อนๆ ว่าหนูสวยด้วยนี่”

“เฮ้อ! ตัวฉันนี่แย่จริง อะไรๆ ในตัวฉันก็ไม่ดีไปหมด ฉันรู้สึกว่าตัวเองอ้วน ตัวก็ดำ เรียนก็ไม่เก่ง สู้เพื่อนก็ไม่ได้….”

มีคำกล่าวของนักจิตวิทยาบอกว่า  เด็กวัยรุ่นต้องการ การยืนยันที่หนักแน่นกว่าคำพูด  ต้องการการชื่นชมอย่างจริงใจบ่อยๆ เพื่อต่อสู้กับความรู้สึกลบต่อตัวเองที่มักจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของวัยอารมณ์แปรปรวน  มักจะถือเอาการปฏิบัติและปฎิกิริยาจากคนรอบข้างเป็นตัวชี้วัดคุณค่าของตัวเอง คิดว่าพ่อแม่ ครู  เพื่อน และคนอื่นๆ มองเขา คิดกับเขาอย่างไร

เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบร้อนไปสร้างความรู้สึกดีต่อตัวเองให้เกิดขึ้นเลย มาหาสาเหตุที่ทำให้ลูกรู้สึกตัวเองแย่ขนาดนั้นให้ได้ซะก่อน เพื่อให้ลูกคลี่คลายความรู้สึกลบต่อตัวเองลง ก่อนอื่น น่าจะเริ่มที่เราเองมองลูกอย่างไร เห็นเขาไม่ดีหรือด้อยตรงไหน ย้ำข้ออ่อนด้อยของเขาบ่อยๆ หรือเปล่า เคยไหมที่เปรียบเทียบเขากับน้องหรือเด็กอื่นบ่อยๆ หรือไม่เคยเห็นข้อดีและชมเขาเลย จนเขารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก รักเขาน้อยกว่าพี่หรือน้อง ต่อไปมองไปที่โรงเรียน ลูกถูกเปรียบเทียบ หรือรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นในชั้นเรียนหรือเปล่า หรือเพื่อนๆ ไม่ยอมรับ ถูกเพื่อนล้อเลียน ฯลฯ

ลูกรู้สึกไร้ค่าหรือเปล่า?

ลองตรวจสอบดูหน่อยนะคะว่า ลูกรู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่าหรือเปล่า จากสิ่งเหล่านี้

  • ลูกปกปิดหรือเก็บความรู้สึกกับคุณ
  • ลูกคิดว่าคุณ (พ่อแม่) หรือปู่ย่าตายาย หรือพี่ป้าน้าอาไม่รัก หรือรักน้อยกว่าลูกหลานคนอื่น
  • ลูกรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นดังที่พ่อแม่คาดหวัง
  • คุณดุว่า วิจารณ์เขาบ่อยๆ ไม่เคยชมเขาทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น
  • ในความรู้สึกนึกคิดของลูก พ่อแม่ไม่เห็นเขาดีหรือเด่นทางใดเลย
  • คุณไม่เคยให้เวลาใส่ใจเขาตัวต่อตัว
  • คุณเปรียบเทียบเขากับพี่หรือน้องบ่อยๆ
  • มีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการของพ่อหรือแม่

ช่วยหนูที !

คุณพ่อคุณแม่คงต้องไวต่อความรู้สึกหรือสัญญาณบอกเหตุของลูกมากๆ หน่อย อย่างคำโอดครวญข้างต้น เด็กบางคนอาจไม่แสดงออก แต่สัญญาณก็จะสะท้อนออกมาในหลายๆ เรื่อง ที่ชัดเจนคือความไม่มั่นใจในตัวเอง เช่น ในเรื่องของการแต่งกาย การแสดงออก

เด็กวัยนี้จะรู้สึกว่า

“เพื่อนๆ ตัดสินฉันจากเสื้อผ้า ทรงผม และรูปร่างหน้าตาของฉัน ฉันต้องโดดเด่นจึงจะอยู่ในสายตาของเพื่อน” หรือ “ครูไม่รักฉันหรอก เพราะฉันไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ทำอะไรก็ผิดทุกที ครูดุฉันอยู่เรื่อย”

 

นี่คือสัญญาณบอกเหตุ ที่คุณต้องจัดการคลี่คลาย โดย

  • หาโอกาสพูดคุยกับลูกเสมอๆ เรื่องความรู้สึกของลูกต่อตัวเอง เรื่องเพื่อน เรื่องคุณครู เรื่องที่โรงเรียน
  • แยกแยะแต่ละความรู้สึกด้อยหรือความรู้สึกลบต่อตัวเองของลูก
  • ทำความเข้าใจกับลูกว่า เราไม่สามารถไปควบคุมความคิดคนอื่นได้ แต่บางเรื่องเราสามารถจัดการปรับปรุงตัวเองได้
  • พูดคุยเรื่องทางความคิด ค่านิยมในมุมมองต่างๆ ที่คิดว่าจะมีอิธิพลกับลูก และปลูกฝังให้ลูกเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง
  • ความรู้สึกลบแต่ละอย่าง ช่วยหาทางออกให้ลูกรู้สึกดีขึ้น เกิดความมั่นใจมากขึ้น

ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบตัวคุณเองด้วยว่า คุณมองเขาในแง่ลบบ้างหรือเปล่า

ช่วยลูกสร้างคุณค่าในตัวเอง

คุณค่าที่แท้จริงในตัวเราไม่มีใครมาสร้างให้ได้นอกจากตัวเราเอง ดังนั้นคุณเป็นได้แค่ผู้ช่วย ช่วยลูกปรับเปลี่ยนเจตคติด้านลบ พร้อมๆ กับสร้างเจตคติด้านบวก สอนลูกให้เป็นตัวของตัวเอง ชี้ให้เห็นว่าอย่างไหนคือคำนิยม อย่างไหนคือคุณค่าที่แท้จริง อย่างเช่น เพื่อนยอมรับลูกเพราะว่าลูกมีโทรศัพท์มือถือ หรือว่าลูกเป็นคนเอื้อเฟื้อเป็นเพื่อนที่ดีกันแน่ ฯลฯ

 

ลองพูดคุย ถกกันด้วยคำถามต่อไปนี้

  • ลูกคิดว่า ลูกเป็นคนอย่างไร มีบุคลิกอย่างไร
  • จุดเด่น จุดด้อยในตัวลูกคืออะไร
  • ลูกมีข้อดีที่ทำให้คนอื่นชื่นชอบอย่างไรบ้าง
  • ลูกจะยืนหยัดในความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ไม่คล้อยตามคนอื่นง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องหรือไม่ เช่น เพื่อนชวนไปเที่ยวหลังเลิกเรียน แต่ลูกกลัวกลับบ้านค่ำ ก็เลยไม่ไป
  • ลูกมีมาตรฐานความคิดอย่างไร เรื่องใดที่ลูกเห็นว่าเป็นความผิดที่จะไม่ทำเด็ดขาด และเรื่องใดคือความถูกต้องที่ควรทำ
  • ลูกเคยเปลี่ยนใจไม่พูดในสิ่งที่ต้องการพูดเพราะเกรงใจเพื่อน หรือกลัวเพื่อนว่าหรือไม่ ในสถานการณ์ใด
  • ลูกปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงกับเพื่อนหรือกับพ่อแม่หรือไม่ เป็นความรู้สึกอย่างไร
  • ลูกเคยทำตัวในแบบที่ลูกรู้ดีว่าเพื่อนไม่ยอมรับบ้างไหม แล้วอะไรทำให้ลูกเปลี่ยนไป

ขอให้เป็นการพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าถามให้ลูกตอบแบบข้อสอบ แล้วปิดท้ายด้วยการสั่งสอน ให้โอกาสลูกได้แสดงความรู้สึกนึกคิดให้มากที่สุด แล้วค่อยโน้มน้าวให้เขาเข้าใจว่าการเป็นตัวของตัวเองจะช่วยให้สบายใจขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ลูกคับข้องใจ

นอกเหนือจากการปรับเจตคติแล้ว เราก็ต้องช่วยลูกค้นหาเอกลักษณ์ ความสนใจและทักษะความสามารถพิเศษ เช่น ลูกเรียนไม่เก่งแต่ชอบเล่นดนตรีหรือกีฬา หรือไม่เก่งอะไรเลยแต่ชอบเอาใจคนอื่น ก็ถือเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวได้เหมือนกัน ซึ่งในเรื่องนี้คุณต้องเชื่อมั่นว่าเด็กแต่ละคนมีความพิเศษที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะถ้ามีลูกหลายคน เมื่อเห็นความพิเศษของลูกแล้วก็ส่งเสริมให้เขาได้แสดงออกทางด้านนั้นให้มากขึ้น เขาจะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นทีละน้อย และไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ ความเครียดความกดดันก็จะหมดไปจากใจด้วย

การเสริมสร้างให้ลูกเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเองเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก แค่เลี้ยงลูกด้วยความรัก ให้ความอบอุ่นให้เวลากับลูกอย่างเพียงพอ ให้โอกาสลูกได้มีอิสระที่จะทำในสิ่งที่เขาชอบและถนัด ให้ลูกได้มีสังคม มีเพื่อนฝูง   คนเราจะเดินในสังคมได้อย่างมั่นคง ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวต่างมากมาย ลูกๆ จะเรียนรู้ว่าอยากรู้สิ่งใด ต้องรู้จักศึกษาค้นคว้า มีการวางแผนและ ลองทำดูดก่อน หากเกิดความผิดพลาด นั่นคือวิธีการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสอนให้ยึดในหลักของคุณธรรม ศีลธรรม จิตอาสา เป็นพื้นฐานชีวิต  เพียงเท่านี้  คุณค่าในตัวเอง ก็ไม่ใช่คำที่เข้าใจยาก และสามารถสร้างให้เกิดในตัวลูกได้ 

 

แหล่งข้อมูล  life&family/บ้านกิติเวช

บทความ   เรียนรู้อยู่ร่วมกับ  เด็กสมาธิสั้น

วงสนทนา  เครือข่ายผู้ปกครองวัยประถมมักจะบ่นกันเรื่อง  ลูกฉันซนเหลือเกิน  ลูกฉันทำงานไม่เคยทัน   ครูบ่นว่าลูกฉันไม่มีสมาธิในการเรียน  ฟังคำสั่งไม่ได้  ไม่ส่งงานตามกำหนด  เพื่อนๆหลายคนคงอยากทราบว่า  เด็กแบบไหนถึงเรียกว่าเด็กสมาธิสั้น  ถ้าเป็นแล้วรักษาได้ไหม  อนาคตจะหายไหม  ลูกจะใช้ชีวิตในสังคมได้หรือเปล่า  มีหลายคนบอกว่าถ้าไม่รักษาเด็กจะกลายเป็นเด็กก้าวร้าว  เกเร  หนีเรียน  คบเพื่อนไม่ได้  เสี่ยงต่อการติดยาเสพติด  พ่อแม่ ครู ผู้ปกครองจะมีแนวทางรับมือ อย่างไรบ้าง    ?????  เรามาทำความรู้จักกับเด็กสมาธิสั้นกัน

แบบไหนถึงเรียกว่า  เด็กสมาธิสั้น

เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กไฮเปอร์  หรือภาษาอังกฤษว่า ADHD(Attention Deficit/Hyperative Disorders)  ความผิดปกติดังกล่าวเป็นโรคทางสมองที่ส่งผลถึงพฤติกรรมของเด็ก  ต้องเป็นมาตลอดต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน  มีอาการเกิดก่อนอายุ 7 ปี และความรุนแรงของอาการมีผลต่อการปรับตัวและไม่เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก   สามารถสังเกตอาการได้ใน 2 สถานที่ขึ้นไป เช่น ที่บ้าน  ที่โรงเรียน หรือห้องตรวจ เป็นต้น

สมองของเด็กสมาธิสั้น ส่วนที่หน้าที่น้อย ได้แก่

  • สมองส่วนกลาง ที่ทำหน้าที่คัดกรองสิ่งกระตุ้นที่อยู่รอบๆตัวเด็ก ปกติเด็กจะคัดกรองสิ่งกระตุ้นให้เป็นระบบ ไม่เข้าไปแย่งความสนใจกันในสมองมากเกินไป สิ่งกระตุ้นที่เข้าไปพร้อมๆกันโดยไม่คัดกรอง ทำให้เด็กไม่สามารถจดจ่อกับการเรียน(ซึ่งไม่สนุก)ได้ ไม่สามารถตั้งใจทำงานที่ยากจนจบได้
  • สมองส่วนหน้า ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ สร้างความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ คิดวิเคราะห์ วางแผน และควบคุมตนเอง ให้สงบนิ่ง ไม่ทำตามใจตนเอง หยุดยั้งคิดไตร่ตรอง

อาการของเด็กสมาธิสั้น  มีทั้งหมด 3 ประเภท
1.
อาการขาดสมาธิ( Inattention ) เด็กจะมีลักษณะวอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้สมาธิ  เด็กจะแสดงอาการเหม่อลอยบ่อยๆ ทำงานไม่เสร็จ  ผลงานมักจะออกมาไม่เรียบร้อยตกๆ หล่นๆ ขี้ลืม ทำของใช้หายเป็นประจำมีลักษณะเหมือนไม่ฟังเวลามีคนอื่นพูดด้วย
2. อาการซน ( Hyperactivity )เด็กมีลักษณะอาการซนยุกยิก อยู่ไม่สุข นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดิน หรือขยับตัวไปมา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย ประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน และความไม่ระมัดระวัง พูดมาก พูดไม่หยุด
3. อาการหุนหันพลันแล่น ( Impulsivity )เด็กจะมีอาการวู่วาม ใจร้อน ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขาดความระมัดระวัง เช่น วิ่งข้ามถนนโดยไม่มองซ้ายมองขวา เวลาต้องการอะไรจะต้องได้ทันที รอคอยไม่ได้ เวลาอยู่ในห้องเรียนมักพูดโพล่งออกมา โดยไม่ขออนุญาตครูก่อน มักจะตอบคำถามโดยที่ฟังยังไม่ทันจบ ชอบพูดแทรกในเวลาที่ผู้อื่นกำลังคุยกัน
4. อาการอื่นๆ ในบางรายเด็ก ADHD จะมีอาการดื้อ ต่อต้าน เกเร ก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย บางรายอาจจะมีพัฒนาการเด็กล่าช้า มีปัญหาทางด้านภาษา และการพูด บางรายจะมีปัญหาการประสานงานกล้ามเนื้อไม่ดี ปัญหาการเรียนรู้บกพร่อง ในบางรายอาจจะมีอาการทางจิตเวชเกิดร่วมด้วย เช่น อาการซึมเศร้า และโรควิตกกังวล

ในเด็กผู้ชายจะพบโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กผู้หญิง 4-6 เท่า  ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรค ADHD แต่ ปัจจัยที่น่าจะกระตุ้นให้เกิดโรค คือ ปัจจัยทางพันธุกรรม   ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น โรคลมชัก โรคขาดอาหาร เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย ปัจจัยทางสังคมเช่นปัญหาการเลี้ยงดูที่ขาดการกระตุ้นพัฒนาการ สภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสม ปัญหาทางด้านจิตใจของพ่อแม่

แนวทางการรักษาเด็กสมาธิสั้นมีอะไรบ้าง

การรักษาเด็กสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การผสมผสานการรักษาหลายๆด้าน ดังต่อไปนี้เข้าด้วยกัน:
ก. การรักษาด้วยยา
ข. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว
ค. การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

ยาอะไรที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น และยาจะช่วยเด็กอย่างไร?

ยาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคสมาธิสั้น ควบคู่ไปกับการฝึกต่างๆในบทที่ผ่านมา การใช้ยานอกจากจะลดอาการสมาธิสั้น อาการซนอยู่ไม่นิ่งได้แล้ว ยังช่วยให้เด็กควบคุมตนเองได้ดีขึ้น รู้จักยั้งคิด รู้จักฟัง ทำให้การฝึกนิสัยต่างๆง่ายขึ้นอย่างมาก
ยาออกฤทธิ์อย่างไร

ยาที่ใช้ในโรคสมาธิสั้น ออกฤทธิ์ทำให้สมองของเด็กสมาธิสั้นส่วนที่ทำหน้าที่ต่างๆน้อย กลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเด็กทั่วไป ทำให้เด็กสมาธิสั้นมีอาการดีขึ้น ควบคุมสมาธิได้ดีขึ้น ตั้งใจทำงาน ทำงานเสร็จ เรียนรู้เรื่อง เรียนสนุก อยากเรียน ผลการเรียนดีขึ้น มีทัศนคติด้านบวกต่อการเรียน มีความมั่นใจในการเรียน รู้สึกตนเองทำอะไรประสบผลสำเร็จดีกว่าเดิม ความรู้สึกต่อตนเองดีขึ้น ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น อาการซนอยู่ไม่นิ่งลดลง

ยามีกี่ประเภท      ยาที่ใช้รักษาอาการโรคสมาธิสั้น ที่ใช้บ่อยมีดังนี้

1. เมธิลเฟนิเดต (Methylphenidate) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด รักษาได้ผลประมาณร้อยละ 80 เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มยากระตุ้นประสาท ในประเทศไทยขณะนี้มี 2 รูปแบบ คือ

แบบออกฤทธิ์สั้น (ชื่อการค้า Ritalin และ Rubifen) ออกฤทธิ์ประมาณ 30 นาทีหลังรับประทาน ฤทธิ์ยาอยู่นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง ต้องให้ยาวันละ 2-3 ครั้ง (เช้า-เที่ยง หรือ เช้า-เที่ยง-บ่าย ขึ้นกับอาการ) ขนาดเริ่มต้นในการรักษา 5 มิลลิกรัม หลังอาหาร เช้า-เที่ยง หรือ เช้า-เที่ยง-บ่าย และเพิ่มได้มื้อละ 2.5-5 มิลลิกรัม จนกระทั่งเด็กอาการดีขึ้น
แบบออกฤทธิ์ยาว (ชื่อการค้า Concerta) ออกฤทธิ์นานประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นยาใหม่ที่ใช้ในการรักษาโรคสมาธิสั้น เนื่องจากการใช้ยาแบบออกฤทธิ์สั้นมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น เด็กลืมกินยามื้อเที่ยง เบื่อกินยา อาย ไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าต้องกินยาที่โรงเรียน รู้สึกกลัวเพื่อนรู้ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช ยาหมดฤทธิ์เร็วทำให้อาการอาจมีลักษณะ “ขึ้น-ลง”ตามระดับของยาในร่างกาย โอกาสเกิดอาการขาดยา ดื้อยา มีมากกว่า

ต้องกินยานานเท่าใด

ยานี้เมื่อได้ผลดี แพทย์จะให้กินทุกวัน ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ส่วนใหญ่จะหยุดยาได้ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว เด็กที่ได้รับการฝึกพฤติกรรมดี จะหยุดยาได้เร็ว แต่มีบางคนที่ยังกินยาต่อไปจนเป็นผู้ใหญ่ หรือใช้ยาบางครั้งบางสถานการณ์ที่ต้องการสมาธิมากๆ

การรักษาด้านอื่นๆ นอกเหนือจากยา การช่วยเด็กด้านอื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการของเด็ก ผู้ใหญ่เข้าใจว่าเด็กดื้อ แกล้งทำ เด็กจะถูกดุว่ามากจนเด็กอาจเสียความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง

จึงควรได้รับการแก้ไขดังนี้

– อธิบายให้เด็ก พ่อแม่ ครูทุกคนเข้าใจปัญหาว่าเกิดจากอะไร

– แก้ไขปัญหาการเรียน เด็กมักมีปัญหาการเรียนจากโรคที่เป็น ต้องช่วยเหลือเด็กให้สามารถเรียนได้ เช่น แก้ไขสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และที่โรงเรียน เช่น ให้มีสภาพที่มีสิ่งกระตุ้นเด็กให้น้อยลง เช่น นั่งใกล้ครู อยู่ห้องเรียนที่ไกลจากเสียงรบกวนของรถยนต์ มีการสอนเสริมโดยครูพิเศษ มีที่เป็นสัดส่วนให้เด็กทำการบ้าน ไม่เปิดทีวีขณะเด็กทำการบ้าน เป็นต้น ยกเว้น เด็กบางคนกลับต้องการเสียงดนตรีเบาๆ ช่วงระหว่างทำงานและจะมีสมาธิดีกว่าบรรยากาศที่เงียบเกินไป

– การช่วยเหลือเด็กโดยตรง ถ้าเด็กมีปัญหามานาน ถูกทำโทษมากด้วยความเข้าใจผิด แพทย์ต้องช่วยแก้ความรู้สึกที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กโดยตรง บางครั้งเด็กไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ก็ต้องช่วยแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ

– พ่อแม่ และครูเป็นที่ปรึกษาให้ระหว่างการเรียน ปัญหาอาจไม่หมดไปง่ายๆ ต้องติดตามช่วยเหลือไปจนแน่ใจว่าทุกคนปรับตัวกับปัญหาได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ ในการอยู่กับเด็กสมาธิสั้น

1. เข้าใจเด็ก

– เป็นธรรมชาติของเขาที่เกิดมาเป็นอย่างนั้นเอง

– เด็กไม่ได้แกล้ง – ไม่ใช่นิสัยไม่ดี

– ไม่ใช่เด็กดื้อ  หรือไม่อดทน

– ไม่ใช่สอนไม่จำ – ไม่ใช่ไม่มีความรับผิดชอบ

2. หลีกเลี่ยงการตำหนิ-ต่อว่า เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นผลของสมาธิสั้นหรืออยู่ไม่นิ่ง เพราะไม่ช่วยให้เขาดีขึ้น แต่กลับทำลายความรู้สึกของเด็กอย่างมาก

3. ช่วยเด็กคิดวิธีแก้ไขจุดอ่อน เช่น จะแก้การลืมอย่างไร อาจจะใช้วิธีจด ใช้วิธีเอาของที่ต้องใช้จัดรวมกันเพื่อกันลืม

4. ช่วยให้เด็กใช้พลังงาน ไปในทางสร้างสรรค์ มีกิจกรรมให้เด็กสามารถทำได้ เช่น

– กีฬา, ดนตรี, คอมพิวเตอร์

– ช่วยครูที่โรงเรียนทำงาน เช่น แจกสมุด ลบกระดาน

– ช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้าน

5. จัดสิ่งแวดล้อมของบ้าน

– ถ้าเด็กยังเล็กอยู่ให้เก็บของแตกให้พ้นมือเด็ก

– มีเนื้อที่ให้เด็กใช้ส่วนตัวสำหรับเล่นและทำการบ้าน

6. แบ่งช่วงเวลาการทำงาน เป็นช่วงสั้นลง เท่ากับที่เด็กสามารถมีสมาธิทำได้ คือให้เด็กมีเวลาพักเป็นช่วงๆ

อย่างไรก็ตามพ่อแม่ควรได้รับความเห็นใจและพ่อแม่ควรรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง เพราะการเลี้ยงเด็กปกติก็เป็นเรื่องเหนื่อยอยู่แล้ว การเลี้ยงดูลูกสมาธิสั้นนั้น เหนื่อยยิ่งกว่าหลายเท่าตัว ดังนั้นถ้าพ่อแม่สามารถหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระไปได้ในบางช่วง และมีเวลาทำอะไรที่พ่อแม่อยากทำบ้าง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่สมควรจะได้รับบ้าง.

คุณครูสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กได้ดังนี้

การช่วยเรื่องปัญหาเรื่องสมาธิสั้น

  1. ตำแหน่งโต๊ะเรียน ไม่ควรให้เด็กนั่งติดหน้าต่างหรือประตู เพราะเด็กวอกแวกเสียสมาธิง่าย ควรให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู เพื่อคุณครูจะได้สามารถเตือนเรียกสมาธิเด็กได้ และให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่เรียบร้อย ไม่ชอบเล่นไม่ชอบคุยระหว่างเรียน

1.  เมื่อเห็นว่าเด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรให้เด็กมีกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ควรอนุญาตให้เด็กลุกจากที่ได้บ้าง แต่ในทางสร้างสรรค์ เช่น ให้ไปล้างหน้า หรือมาช่วยคุณครูลบกระดาน หรือช่วยแจกสมุด เป็นต้น จะช่วยลดความเบื่อของเด็กลงและเรียนได้นานขึ้น

2. ในกรณีที่เด็กสมาธิสั้นมาก สามารถใช้วิธีลดระยะเวลาในการทำงานให้สั้นลง แต่ทำบ่อยกว่าคนอื่น โดยเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ และความสามารถในการทำงานให้สำเร็จแม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายครั้ง

3.  การสื่อสารกับเด็ก ควรสังเกตว่า เด็กอยู่ในภาวะที่พร้อมหรือมีสมาธิที่จะให้ความสนใจสิ่งที่คุณครูกำลังจะพูดอยู่หรือไม่ หากสนใจอยู่ก็สามารถพูดกับเด็กโดยใช้คำพูดที่กระชับได้ใจความชัดเจนได้ทันที หากเด็กกำลังอยู่ในช่วงเหม่อ วอกแวก หรือไม่ได้สนใจควรเรียกหรือแตะตัวอย่างนุ่มนวลให้เด็กรู้สึกตัว และหันมาสนใจเสียก่อนจึงสื่อกับเด็ก ในเด็กทีมีสมาธิสั้นบางครั้งเพียงใช้การบอก เรียก หรืออธิบายอย่างเดียว เด็กอาจไม่ฟังหรือไม่ทำตาม คุณครูจะต้องเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่ครูต้องการ เช่น เมื่อต้องการให้เด็กเขามาในห้องเรียน หากใช้วิธีเรียกประกอบกับการโอบหรือจูงตัวเด็กให้เข้าห้องด้วย จะได้ผลดีกว่าการเรียกเด็กอย่างเดียว ซึ่งวิธีนี้เป็นการฝึกให้เด็กรับฟังและปฏิบัติตามผู้ใหญ่ได้ดีขึ้นในเวลาต่อมา

การช่วยเรื่องปัญหาการเรียน

เด็กสมาธิสั้นมักมีปัญหาการเรียนจากภาวะสมาธิสั้นเอง  หรือ จากภาวะที่สมองมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้วย(LD) นอกเหนือจากสมาธิสั้น เนื่องจากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น/ซน นี้พบว่าประมาณ 25- 50% จะมีความบกพร่องด้านการเรียนรู้เฉพาะด้าน ( Lerning Disability) ได้ เช่น การอ่าน การสะกดคำ การคำนวณเป็นต้น เด็กต้องการความเข้าใจและช่วยเหลือจากคุณครูเพิ่มเติมเป็นพิเศษ

การได้รับความรู้เรื่องราวของเด็กสมาธิสั้น คงทำให้คุณพ่อคุณแม่ ครู  หลายท่านคลายความกังวลได้บ้าง มีความพร้อมที่จะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  เพื่อนำมาปรับใช้กับเด็กๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว  มีเด็กสมาธิสั้นหลายคนที่ถูกค้นพบว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ ดนตรี  กีฬา  อาหาร  เด็กสมาธิสั้นหลายคนมีไอคิวสูง สามารถเรียนจบแพทย์  วิศวะ  สถาปนิก นักจิตวิทยา ครู  เชฟยอดฝีมือ  เป็นต้น

ขีดๆเขียนๆ โดย  เทียนหอม

แหล่งข้อมูล  นพ.พนม เกตุมาน/ นพ.ชาญวิทย์  พรนภดล  พญ.นงพงา  ลิ้มสุวรรณ  พญ.นิดา  ลิ้มสุวรรณ

สมาธิสั้นเทียม

ปัจจุบันมีโรคยอดฮิตของเด็กวัยประถมต้น  คือโรคสมาธิสั้น  ตามที่เราได้รับทราบข้อมูลไปบ้างแล้ว  แต่ก็ยังมีอีกโรคที่พ่อแม่  ครู ผู้ปกครองหลายๆ ท่านสงสัยว่า  จะใช่สมาธิสั้นแท้  หรือสมาธิสั้นเทียม กันแน่  และสังเกตอย่างไรดี???

ลองมาอ่านบทความของ   นพ.กมล  แสงทองศรีกมล
“เนื่องจากโรคสมาธิสั้นนั้นพบได้บ่อยในเด็ก โดยพบถึง 3 – 10 % ของเด็กวัยเรียนครับ แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์มักให้การวินิจฉัยและให้การรักษาโรคสมาธิสั้น เมื่อเด็กเข้าวัยเรียนแล้ว คือชั้นประถมศึกษาปีที่1 หรืออายุประมาณ 6-7 ปี แต่เนื่องจากปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่รวมถึงคุณครูมีความรู้ ความเข้าใจกลุ่มอาการนี้มากขึ้น

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยครับ ที่มีการส่งเด็กมาปรึกษาแพทย์มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กวัยอนุบาล บางครั้งอาจพบว่าเด็กบางคนดูคล้ายเด็กสมาธิสั้นครับ แต่จริงๆ ไม่ใช่ อาจเรียกว่าเป็นสมาธิสั้นเทียมก็ได้ครับ เราลองมาดูกันว่าเด็กสมาธิสั้นเทียมเกิดจากภาวะอะไรได้บ้าง

เด็กที่ขาดการควบคุมกฎเกณฑ์
เด็กกลุ่มนี้จะซนมากเนื่องมาจากการที่เด็กไม่ได้รับการควบคุมกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย จากพ่อแม่อย่างเพียงพอ พูดง่ายๆ ก็คือเด็กดื้อที่พ่อแม่ตามใจนั่นเองครับ เนื่องจากพ่อแม่ห้ามอะไร ก็จะไม่ฟังเลย และพ่อแม่เองก็ไม่มีวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมลูกด้วย เด็กกลุ่มนี้จึงสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ เคลื่อนไหวได้ทุกทิศทาง มักจะหยิบจับของที่ไม่ควรเล่น อาจจะรื้อข้าวของ ทำของเสียหาย ปืนป่าย เล่นโลดโผน เวลาโกรธก็อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยเช่นทำร้ายคนอื่น ตีพ่อแม่ ทำร้ายตัวเองขว้างปาสิ่งของ เด็กกลุ่มนี้จึงถูกสงสัยว่าจะเป็นโรคสมาธิสั้นหรือเปล่า

ระบบการศึกษา
อาการคล้ายสมาธิสั้นแบบนี้มักพบในเด็กอนุบาลที่ถูกเร่งเรียนครับ เนื่องจากการสอบแข่งขันเป็นปัญหาในระบบการศึกษาไทยมาตลอด เด็กถูกฝึกให้ท่องจำมากที่สุด ฝึกทำข้อสอบ คิดคำนวณให้เร็วที่สุด ถูกต้องที่สุด เพื่อที่จะได้มีโอกาสสูงสุดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การจะสอบแข่งขันให้ชนะเพื่อแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยและคณะที่ดีให้ได้ ก็ต้องไล่ลงมาเป็นการแข่งขันกันเพื่อให้ได้โรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุด
และเพื่อจะให้ได้เข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุด ก็ต้องแย่งกันเข้าโรงเรียนมัธยมต้นดีๆ ไล่ลงมาถึงจะให้ได้เข้าโรงเรียนมัธยมต้นที่ดีที่สุด ก็ต้องแย่งกันเข้าโรงเรียนประถมดีๆ ให้ได้ก่อน จนกระทั่งระดับล่างสุดคือเร่งเรียนในวัยอนุบาลครับ เด็กอนุบาล 2 หรืออนุบาล 3 บางคนถูกเร่งให้เรียนอ่านเขียน ต้องผสมคำภาษาไทย ภาษาอังกฤษได้ ต้องบวกลบเลขสองหลัก ท่องสูตรคูณแม่ 7 ให้ได้

จริงอยู่….ที่อาจจะมีเด็กอนุบาลส่วนหนึ่งมีสมาธิต่อเนื่อง นั่งเรียนแบบเน้นวิชาการพอได้ แต่โดยทั่วไปแล้วพัฒนาการในเรื่องสมาธิของเด็กอนุบาลส่วนใหญ่นั้นจะยังไม่ต่อเนื่อง สนใจอะไรได้ไม่นานนัก

วัยอนุบาลจึงควรเน้นกิจกรรม  เรียนผ่านการเล่น และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุข เด็กควรเริ่มเรียนวิชาการจริงจังเมื่ออายุเข้าวัยเรียนแล้ว คือชั้นประถมศึกษาปีที่1 หรืออายุประมาณ 6-7 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมาธิจะยาวและต่อเนื่องขึ้น
แต่ถ้าเด็กอนุบาลส่วนหนึ่งถูกคุณครูและระบบการศึกษาคาดหวังให้นั่งนิ่งๆ นานๆ เป็นชั่วโมง เพื่อคัดๆ เขียนๆ ท่องๆ จำๆ จึงทำให้เกิดปัญหากับเด็กที่ปกติกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังไม่พร้อมและไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ครับ จึงเป็นที่มาของการที่คุณครูหรือคุณพ่อคุณแม่บางคน ส่งลูกมาปรึกษาเพราะสงสัยว่าจะสมาธิสั้น
นอกจากนั้นความคาดหวังยังทำให้เกิดการกวดวิชาเด็กอนุบาลสาม เพื่อจะได้สอบเข้าโรงเรียนประถมดีๆ หรือที่เรียกกันว่า เอนทรานซ์ฟันน้ำนม นั่นแหละครับ ภาพผู้ปกครองอุ้มลูกน้อยวัยอนุบาลดูประกาศผลสอบเข้าที่บอร์ดของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ผู้ผิดหวังทั้งพ่อแม่และลูกบางคนร้องไห้น้ำตาซึม ไม่แตกต่างไปจากวันประกาศผลเอนทรานซ์ หรือแอดมิชชั่นเลย  ลูกน้อยวัยอนุบาลอาจถามพ่อแม่ว่า “หนูไม่เก่งหรือ จึงเข้าโรงเรียนนี้ไม่ได้”  ทั้งๆ ที่ความสามารถในการสอบแข่งขันอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวของความสำเร็จทางการศึกษา แต่มีปัจจัยเรื่องของสมอง การเรียนรู้อย่างมีความสุข และศักยภาพด้านต่างๆ ของคนเรามาเกี่ยวข้องมากมายครับ

เด็กปัญญาเลิศ ( Gifted child )
คือเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงมาก ( I.Q. อาจสูงถึง 130-140 ) เด็กกลุ่มนี้ก็จะดูคล้ายเด็กสมาธิสั้นครับ เนื่องจากความที่เขาฉลาดมาก จึงมักมีความอยากรู้อยากเห็น มีพลังงานในตัวเองมาก นอกจากนี้เขาจะมีสมาธิดีมากเฉพาะเรื่องซึ่งตนเองสนใจเท่านั้น ถ้าเรื่องไหนไม่อยู่ในความสนใจ ก็อาจไม่สนใจเลย จึงดูคล้ายเด็กสมาธิสั้นได้

เรื่องไหนที่สนใจ  เขาก็จะพยายามค้นคว้า จนมีความรู้เกินวัย ที่ผมเคยเจอก็เช่นเด็กปัญญาเลิศบางคนสนใจเรื่องเครื่องบินก็จะค้นคว้าจนรู้จักเครื่องบินทุกรุ่น รู้ไปจนถึงเครื่องยนต์กลไกในการบิน และการบังคับการบินในห้องนักบิน บางคนสนใจเรื่องดาราศาสตร์ อาจศึกษาลึกลงไปถึงวงโคจรของดาวอังคารเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาการสมาธิสั้นเทียมทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูไม่ควรวินิจฉัยเองนะครับ ควรให้แพทย์ตรวจประเมินก่อนเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดการควบคุมกฎเกณฑ์ แพทย์อาจต้องให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม   และถึงแม้จะสงสัยว่าเป็นสมาธิสั้นเทียม แต่แพทย์ก็ต้องติดตามอาการต่อไป เนื่องจากเด็กอนุบาลที่มีปัญหาพฤติกรรม หรือปัญหาการเรียน   ส่วนหนึ่งเมื่อโตขึ้นก็อาจเป็นโรคสมาธิสั้นจริงๆ ก็ได้ครับ ”

สมาธิสั้นเทียม เกิดจากสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดู มีสิ่งเร้ามากระตุ้นมากเกินไป หรือเช่น การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่รุนแรง /ถ้าพ่อแม่ เป็นคนเดินเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ทำให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมและไม่นิ่ง /เป็นโรคไทรอยด์ซึ่งทำให้เกิดอาการยุกยิก อยู่ไม่นิ่ง  ไม่มีสมาธิ/มีปัญหาชีวิตทำให้เกิดโรคซึมเศร้า  รวมทั้งปัญหาที่คาดไม่ถึงตามที่คุณหมอบอกคือ  การให้เร่งเรียน  หรือเรียนพิเศษมากเกินไป ทำให้สมองล้าและเหนื่อย  เป็นต้น

การแก้ไขบำบัดโรคสมาธิสั้นเทียม

  • ปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ตรงกับสาเหตุของปัญหา
  • การสร้างระเบียบ วินัย  พฤติกรรมอาจจะต้องช่วยกันปรับทั้งครอบครัว เพื่อให้มีทิศทางเป็นแนวเดียวกัน
  • เพิ่มคำชม  คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อจุดประกายให้ลูกสนใจอยากรู้ อยากเรียน สิ่งที่สำคัญคือการเล่นกับลูกและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก
  • ฝึกลูกให้รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยพ่อแม่อาจจะให้คำแนะนำเพิ่มเติม จะทำให้ลูกมีความมั่นใจและมั่นคงในอารมณ์มากขึ้น
  • การปลูกฝังความคิดเชิงบวกเป็นสิ่งดีสำหรับเด็กทุกคน เป็นการทำให้ลูกมีเกราะที่เข้มแข็งสำหรับจิตใจ กับลูก

เด็กที่ซน ไม่นิ่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กเกเร เด็กมีปัญหา มักจะโดนคนรอบข้าง ดุ ว่ากล่าว บ่อยๆ ทำให้จิตใจของเด็กไม่มั่นคง และจะหวั่นไหวต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายค่ะ ตรงนี้เราเป็นพ่อแม่ จึงต้องหมั่นเติมให้ลูกบ่อยๆ

แหล่งที่มา

นพ.กมล   แสงทองศรีกมล

บ้านกิติเวช

ขีดๆเขียนๆ  โดย  เทียนหอม

โรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ 

คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า? ขับรถหลงทาง โดยเฉพาะลงทางด่วนผิดบ่อย, เมื่อมีการประชุม คุณมักจะนำออกนอกประเด็น จำข้อมูลผิด มองข้ามเนื้อหาหลักที่ประชุมกันอยู่, ขณะทำกิจกรรมกับคนหมู่มากที่ต้องนั่งนานๆ เช่น การเรียนหนังสือ การดูคอนเสิร์ต คุณมักต้องเปลี่ยนที่นั่งอยู่บ่อยครั้ง เพราะรู้สึกไม่สบาย , เขินอายบ่อยๆ เมื่อสนทนากับผู้อื่นเพราะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่ง, ลืมของใช้ส่วนตัวไว้ตามสถานที่ต่างๆ  

หากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นกับคุณบ่อยครั้ง นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงกับคุณ ยังทำให้ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานแย่ลงไปด้วย    นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของคุณโดยตรง ทำให้การทำงานไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งส่งผลกระทบให้

– บางคนถูกมองว่าเป็นคนขาดความรับผิดชอบและผัดวันประกันพรุ่ง  / หัวหน้ามักต่อว่าเกี่ยวกับการทำงานว่าไม่มีประสิทธิภาพ / เป็นผู้บริหารร้อยโครงการ คิดเร็ว เปลี่ยนแปลงเร็ว / มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย /เป็นคนใจร้อน ไม่สามารถรอคอย เช่น การยืนต่อแถวยาวๆ ได้ / อ่านหนังสือมักผิดพลาด มักสะกดคำหรือคิดเลขผิดบ่อยๆ / บางคนอาจมีอาการทำอะไรเชื่องช้าไปทุกอย่าง    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโรคสมาธิสั้น อาการของโรคสมาธิสั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วน

ลักษณะของผู้ใหญ่สมาธิสั้น

-มีประวัติบ่งชี้ถึงโรคสมาธิสั้นตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เช่น   ตอนเล็กๆมีพฤติกรรมซน อยู่ไม่นิ่ง ไม่ตั้งใจเรียน วอกแวกง่าย เรียนหนังสือไม่ดี ฯลฯ
-ใจร้อน โผงผาง
-อารมณ์ขึ้นลงเร็ว (โกรธง่ายหายเร็ว)
-หุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่คิดก่อนทำ
-ทนกับความเครียดหรือสิ่งที่ทำให้คับข้องใจได้น้อย
-วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิระหว่างการทำงาน
-รอคอยอะไรนานๆ ไม่ค่อยได้
-มักจะทำงานหลายๆชิ้นในเวลาเดียวกัน แต่มักจะทำไม่สำเร็จสักชิ้น
-ไม่รู้จักแบ่งเวลา ขาดความสามารถในการบริหารจัดการเวลาที่ดี
-ชอบผัดวันประกันพรุ่ง
-นั่งอยู่นิ่งๆไม่ได้นาน ชอบเขย่าขาหรือลุกเดินบ่อยๆ
-เบื่อง่าย หรือต้องการสิ่งเร้าอยู่เสมอ
-ไม่มีระเบียบ บ้านรกรุงรัง
-เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากความผิดพลาดในการทำงานที่เกิดจากความสะเพร่า ไม่เอาใจใส่
-มาสาย ผิดนัด หรือลืมทำเรื่องสำคัญๆ อยู่เสมอ
-มีปัญหากับบุคคลรอบข้าง เช่น สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หัวหน้าหรือผู้ร่วมงานอยู่บ่อยๆ

การรักษาโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่

1. การรักษาด้วยยา ถือว่าเป็นวิธีการรักษาโรคสมาธิสั้นอย่างแรกที่แพทย์มักจะเลือกใช้ โดยยารักษาโรคสมาธิสั้นที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นยาที่ใช้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ได้แก่

ยากระตุ้นจิตประสาท (psychostimulant) กลุ่ม methylphenidate ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีสมาธิในการทำงานและการเรียนดีขึ้น แต่มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น นอนไม่หลับ หงุดหงิด น้ำหนักตัวลดลง

ยาต้านซึมเศร้า เช่น imiprimine, buspirone ถูกใช้เป็นยาขนานที่สองในการรักษา

– ยาลดอาการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่รวดเร็ว เช่น ยากลุ่ม propanalol มีประโยชน์ในการช่วยลดความถี่ในการระเบิดอารมณ์ที่รุนแรง

ยากลุ่มคลายกังวล เช่น fluoxetine

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยนักจิตวิทยา ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวรุนแรง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

3. การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม (psychosocial intervention) โดยการฝึกทักษะทางสังคม เพื่อให้รู้จักสังเกตอารมณ์ของผู้อื่น รู้จักรอคอย รับฟัง เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อลดปัญหาการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และเพื่อให้สามารถทำงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความชำนาญในงานที่ทำ ไม่มีอารมณ์เครียดจนเกินไป อันจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต

อาการดีได้ เพียงเปลี่ยนวิธีปฏิบัติตัว

1. พยายามฝึกอารมณ์ของตนเอง เช่น ไม่ควรดีใจหรือเสียใจเร็วเกินไป หรือหากมีอารมณ์โกรธ ควรจัดการกับความโกรธด้วยการระบายออกมา โดยอาจจะใช้วิธีการตะโกนเสียงดังๆ หากอยู่ในห้องคนเดียว หรือใช้วิธีการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ก็ได้
2. จัดตารางเวลาว่าจะทำอะไรเมื่อไร เช่น ถ้าต้องมีการเดินทางไปไหน ก็ควรวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า และควรมีแผนที่ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อคอยกระตุ้นเตือนว่าเราจะขับรถไปที่ไหน
3. จัดวางสิ่งของเครื่องใช้ให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อป้องกันการลืมทรัพย์สินและของมีค่าทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ
4. ทำประโยชน์ให้กับตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีผู้คนมากๆ เช่น อาจต้องเลือกทำงานในห้องทดลอง หรือเขียนหนังสือ ซึ่งสามารถทำเงียบๆ คนเดียวได้ เพราะอาจจะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างโทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ใหญ่สมาธิสั้น ที่เฝ้าทำการทดลองหลอดไฟเป็นหมื่นๆ ครั้งจนกระทั่งประสบความสำเร็จกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
6. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้อาการหงุดหงิดลดลง และช่วยทำให้โรคสมาธิสั้นมีอาการดีขึ้น
7. เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรค

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
อาหารหวาน ผู้ใหญ่ที่สมาธิสั้นควรหลีกเลี่ยงหรือควรจำกัดอาหารประเภทน้ำตาลและคาเฟอีน เพราะการรับประทานทานอาหารหวานจะกระตุ้นพฤติกรรมให้ตื่นตัวมากกว่าปกติและกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะอาหารหวานทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายจะควบคุมได้ แม้แต่เด็กปกติที่รับประทานอาหารหวานมากจนเกินไปก็มักจะแสดงอาการสมาธิสั้นได้

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี ควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารด้วย เพราะการรับประทานแต่อาหารหวาน เช่น ช็อกโกแลต น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และรับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อยจะทำให้ระดับกลูโคสเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ทำให้สมาธิ ความสนใจ การแสดงออกทางพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ด้วยเพราะอาการสมาธิสั้นมักมีความไวต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากเป็นพิเศษ

อาหารที่ควรเลือกรับประทาน
อาหารที่ไม่ผ่านการย้อมขัดสี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวต่างๆ ข้าวโอ๊ต ถั่วแขก ถั่วเหลืองและผัก โดยควรรับประทานทั้งในอาหารหลักและอาหารว่าง เพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดจะได้เป็นไปอย่างช้าๆ รวมถึงควรรับประทานธัญพืชและถั่วร่วมกับผลไม้หรือคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนอย่างละครึ่ง

อาหารที่มีกรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า ซึ่งสามารถช่วยลดอาการสมาธิสั้นและความวิตกกังวลลงได้

อาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีและแมกนีเซียม ซึ่งมีอยู่ในอาหารประเภท เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ตับ ไข่แดง นม ถั่ว และธัญพืชด้วย เพราะวิตามินและแร่ธาตุที่ผู้เป็นโรคสมาธิสั้นพบว่าขาดบ่อยที่สุดคือ แมกนีเซียม ซึ่งมีผลทำให้เด็กอยู่ไม่สุข วิตกกังวล กระวนกระวาย และคลื่นไส้     อย่างไรก็ดี แต่ละคนอาจจะต้องได้รับการประเมินว่าตัวเองต้องการสารอาหารอะไร และต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างน้อย 3-6 มื้อต่อวันจึงจะเป็นผลดี

8. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดพลังงานส่วนเกินออกไป และช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่มีความสุข ด้วยเหตุนี้ คนที่มีสมาธิสั้นจึงควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 -2 ชั่วโมง

เด็กสมาธิสั้นที่ได้รับการรักษา  และปรับพฤติกรรมบำบัด อย่างถูกต้อง  ตั้งแต่ยังเด็ก ประมาณ 30-50% จะหายจากโรคนี้  และมีอีกบางส่วนนี้  แต่บางส่วนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ปัญหาทางพฤติกรรม  อาจจะลดลงแต่ปัญหาทางด้านอารมณ์จะมากขึ้น  ดังนั้น ผู้ใหญ่สมาธิสั้นเหล่านี้ ต้องการกำลังใจจากครอบครัว  ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการส่งเสริมให้เป็นผู้ที่มีความตระหนักรู้และเข้าใจในศักยภาพของตนเอง  ก็จะช่วยให้เขามีชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ 

ขีดๆ เขียนๆ  โดยเทียนหอม     แหล่งข้อมูล: healthtoday.net

รู้จักพัฒนาการทางสมองของลูกวัยรุ่น 

ในวงสนทนาขาเม้าท์ ประสาแม่บ้าน  มักจะได้ยินเสียงบ่นจากเพื่อนๆ ผู้ปกครองลูกวัยรุ่น  หลายคน  รวมทั้งมีทั้ง E-mail มาหา  และโทรมาปรับทุกข์  บ่อยๆ

บ้างก็บอกว่า…. ทำไมลูก ชอบไปโรงเรียนสาย  กว่าจะปลุกกันได้  ก็มักจะเกิดสงครามย่อยๆ

บ้างก็บอกว่า…. ลูกดื้อมาก  คบเพื่อนเกเร  แต่ลูกเรียนเก่ง ก็เลยอยากย้าย ร.ร เพื่อแยกเด็กดีไหม

บ้างก็บอกว่า…  ลูกโกหกในเรื่องที่ไม่ควรโกหก สนใจเรื่องเรียนน้อยลง น้อยใจแทบทุกเรื่อง…บางทีแม่ก็เริ่มงงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มที่ตรงไหน     บ้างก็บอกว่า…  จากลูกสาวน่ารักที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่เล็ก วันหนึ่งกลายเป็นสาวน้อยที่เราเกือบจะไม่รู้จัก แปลกใจเหมือนกันค่ะว่าเพราะเราเปลี่ยนไป หรือเค้าเปลี่ยนไปกันแน่

ทำไมลูกวัยรุ่นถึงได้มีพฤติกรรม  แบบนี้  ลองมาหาสาเหตุด้วยกัน

พัฒนาการทางสมองของลูกวัยรุ่นมีอะไรบ้าง

ระยะ 12-14 ขวบ (ป.6-ม.2) ทดลองสรุปว่าอะไรควรจะเป็นไปได้
* คิดถึงผลกระทบที่จะตามหนทาง ที่ได้เลือกไว้ในระยะสั้น และระยะยาว
* สามารถมีความคิดริเริ่มโดยปราศจากความชื่นชอบของผู้อื่น
* กำหนดมาตรฐานภายนอก เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เช่น มาตรฐานทางกฎหมาย กฎระเบียบของโรงเรียน นำมาใช้ในการประเมินความต้องการ และแก้ไขปัญหา
* ต้องตระหนักถึงประสิทธิภาพของข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาที่จะต้องยุติธรรม เป็นจริงได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้

* ระยะ 15-18 ขวบ (ม.4-ม.6) สามารถใช้ขบวนการแก้ไขปัญหา เมื่ออยู่ในบทสนทนา ที่มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น
* สามารถเลือกใช้ข้อตกลงใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับตนเองและผู้อื่น
* สามารถหาหนทางปรับปรุงข้อตกลงที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
* สามารถประมวลความตั้งใจ และความสามารถของตนเอง และผู้อื่น ไปสู่การวางแนวการปฏิบัติได้อย่างดี
* สามารถทำปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการทำข้อตกลงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
* สามารถกำหนดมาตรฐานความยุติธรรมจากภายนอกมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
* ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างซื่อสัตย์ และสนับสนุนให้ผู้อื่นทำตามด้วย

การสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

* ระยะแรกเกิดถึง 8 ขวบ สามารถร่วมแก้ไขปัญหากับเพื่อนๆ ได้ง่ายๆ และคาดคะเนได้ว่า จะมีผลกระทบอะไรบ้างที่เกิดขึ้น และในที่สุด ก็สามารถเลือกวิธีการแก้ไขได้
* สามารถเข้าร่วมการคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้ โดยมีเด็กที่มีอายุมากกว่า หรือผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา

* ระยะ 9-11 ขวบ สามารถมีความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้โดยไม่มีที่ปรึกษา

* ระยะ 12-14 ปี สามารถร่วมสร้างโครงการใหม่ๆ กับเพื่อนหรือผู้ใหญ่ได้
* สามารถเข้าร่วมขบวนการฝึกฝนให้หัดคิดริเริ่มโครงการใหม่ๆ กับเพื่อนที่มีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง
* สามารถเข้าใจว่าปฏิสัมพันธ์ กับของทุกๆ สิ่งอาจจะก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นได้
* สามารถสอนนักเรียนรุ่นน้อง ให้หัดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้

* ระยะ 15-18 ปี สามารถมีความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคย
* สามารถสอนเพื่อน หรือผู้สูงอายุกว่า ให้มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ได้
* มีความคิดใหม่

ในด้านการตัดสินปัญหา
* วัยเด็กถึง 8 ขวบ สามารถเข้าร่วมอภิปรายในการตัดสินใจได้ โดยมีครู หรือผู้สูงอายุกว่าให้คำแนะนำ

* ระยะ 9-11 ขวบ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหากับเพื่อนในห้องเรียนที่มีความขัดแย้งกัน

* ระยะ 12-14 ปี สามารถช่วยจัดการหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของนักเรียนรุ่นน้อง

* ระยะ 15-18 ปี สามารถจัดการหามติข้อสรุป ในการแก้ไขปัญหากับกลุ่มชนต่างๆ
* สามารถช่วยเหลือในการหามติข้อสรุปของที่ประชุม ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งได้

เจาะลึกสมองวัยรุ่น
ทำไมวัยรุ่นจึงนอนเก่ง ชอบเสี่ยงภัย และไม่ฟังเหตุผล
โดย นอรา อันเดอร์วูด

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสมองยังมีพัฒนาการที่สำคัญตลอดเวลากระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นหรืออายุประมาณ 25 ปี ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์เห็นภาพการทำงานของสมองโดยอาศัยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็ม อาร์ไอและพบข้อมูลใหม่ที่ยืนยันข้อสงสัยของผู้ปกครองเด็กวัยรุ่นทั้งหลายที่ว่าวัยรุ่นแตกต่างจากผู้ใหญ่ราวกับเป็น

มนุษย์คนละสายพันธุ์     ตัวอย่างเช่น      เมื่อเด็กอายุหกขวบสมองจะมีขนาดเท่ากับร้อยละ 90 ถึง 95 ของสมองผู้ใหญ่ แต่สมองยังมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอีก 15 ปีเป็นอย่างน้อย ทั้งส่วนสีเทาและส่วนสีขาว

สมองส่วนสีขาวประกอบด้วยเส้นใยประสาทจำนวนมากซึ่งทำหน้าที่สื่อสารและส่ง สัญญาณระหว่างเซลล์สมอง
สมองส่วนสีขาวเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอดและพัฒนาเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่น

ขณะสมองส่วนสีเทาซึ่งประกอบด้วยเซลล์สมองจำนวนมากมีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและคิดวิเคราะห์จะเริ่มพัฒนา

อย่างรวดเร็วในวัยเด็กและพัฒนาช้าลงในช่วงวัย รุ่นโดยสมองกลีบหน้าและกลีบขมับมีพัฒนาการเต็มที่ช้าที่สุด

ประเด็นสำคัญของเราคือสมองกลีบหน้าหรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องคือสมองกลีบหน้าสุดซึ่งทำหน้าที่เหมือนนักบริหาร เช่น วางแผน จัดระบบตัดสินใจ คอยยับยั้งชั่งใจ และการมีเหตุผล   เป็นส่วนที่จะทำหน้าที่เตือนวัยรุ่นอายุ 16 ปี
ไม่ให้ทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายเช่น กระโจนลงน้ำจากหน้าผาสูงสิบเมตรโดยไม่ทราบสภาพใต้น้ำ

ตัวอย่างเช่น  เมื่อพ่อคนหนึ่งเอ่ยชมเสื้อผ้าชุดใหม่ของลูกสาววัย 13     เธอกลับหงุดหงิดและหันมาจ้องหน้าเขา
พร้อมกับโต้ตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า    พ่อหมายความว่าอย่างไรกันแน่

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่พบกับสถานการณ์เช่นนี้คงได้แต่  งง  และไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ที่แปรปรวนของวัยรุ่น

การนอนหลับของวัยรุ่นเป็นอีกเรื่องที่กวนใจผู้ปกครอง  จากเด็กที่เคยตื่นนอนแต่เช้าตรู่ทุกวัน
เมื่ออายุย่างเข้า 13 หรือ 14 ปี   กลับกลายเป็นเด็กตื่นสายและนอนดึก

ศาตราจารย์รัสเซลล์  ฟอสเทอร์ ประธานผู้เชี่ยวชาญประสาทวิทยา (สาขานาฬิกาเวลา) และคณะ แห่งวิทยาลัยบราสโนส มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด อังกฤษ ทำการศึกษาพบว่า นักศึกษา ทำงานได้ดีกว่าในช่วงบ่าย  สาเหตุเนื่องจากนาฬิกาเวลา (circadian rhythm) ของวัยรุ่นทำงานช้ากว่าผู้ใหญ่ 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้ฮอร์โมนหลั่งช้ากว่าผู้ใหญ่ 2 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน  นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมวัยรุ่นจึงนอนดึก ตื่นสายกว่าผู้ใหญ่ และนอนนานกว่าผู้ใหญ่ด้วย (วัยรุ่นต้องการนอนคืนละ 8-9 ชั่วโมง) บางคนอาจคิดว่านี่คือพฤติกรรมถดถอยของวัยรุ่น  ที่จริงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา
นาฬิกาชีวภาพในสมองวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทำให้พวกเขาไม่อยากเข้านอนก่อน 24.00 น. หรือ 1.00 น.

ผู้ปกครองสามารถช่วยพวกเขาได้โดยปรับลดกิจกรรมหลังช่วงเย็นเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้านอนย้ายโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ออกจากห้องนอนเก็บกวาดเครื่องดื่มกาเฟอีนในตู้เย็น   และอนุญาตให้นอนชดเชยช่วงสุดสัปดาห์

วัยรุ่นเป็นช่วงวัยซึ่งเต็มไปด้วยพัฒนาการที่สับสนวุ่นวาย   พฤติกรรมไม่ถูกสุขลักษณะบางอย่างจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ง่าย  บางพฤติกรรมอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิตในระยะยาว    ตัวอย่างเช่น ผู้เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่วัยรุ่นมักเลิกยากกว่า
ผู้ที่เริ่มสูบเมื่ออายุเกิน 20 ปี นายแพทย์เจย์ กิดด์ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็กสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติในสหรัฐฯ กล่าวว่า“วัยรุ่นเปรียบเหมือนรูปหล่อที่ปูนยังไม่แห้งพฤติกรรมที่ปล่อยทิ้งไว้จนอายุเกิน 18หรือ 19 ปีมักติดตัวไปถึงวัยผู้ใหญ่”

วัยรุ่นมักไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งผู้ปกครองและดูเหมือนจะชอบทำตามความคึกคะนองส่วนตัว
พฤติกรรมเช่นนี้จัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาและเสริมสร้างความเป็นตัวเอง ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก
และพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงวัยรุ่น

เมื่อสมองกลีบหน้าของวัยรุ่นยังพัฒนาไม่เต็มที่    การโหยหาประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา
จึงเป็นไปอย่างไม่รอบคอบ ขาดการมองการณ์ไกลจึงอาจกล่าวได้ว่าธรรมชาติของวัยรุ่นนั้นไม่ค่อยใส่ใจ
หรือคิดทบทวนถึงผลของการกระทำที่อาจเกิดตามมา

การเรียนรู้ของสมองมนุษย์
หมอกิดด์กล่าวว่า วัยรุ่นเชื่อในสิ่งที่เราทำมากกว่าสิ่งที่เราพูด”  แม้ลูกวัยรุ่นของคุณจะมีพฤติกรรมตะคอกใส่ผู้อื่น
กระแทกประตู เปิดเพลงเสียงดัง ฝ่าฝืนคำสั่งหรือทำตัวไม่น่ารัก

ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพัฒนาการของสมองวัยรุ่นล้วนยืนยันว่า   ความอดทน  ความเข้าใจ และคำแนะนำจากผู้ปกครองคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับวัยรุ่นผู้ปกครองพึงระลึกไว้เสมอว่าสมองของวัยรุ่นไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ดี โดยเฉพาะการพิจารณาปัญหาในมิติเชิงสังคม การเมือง และจริยธรรม  วัยรุ่นจำเป็นต้องรับคำตักเตือน

อยู่เสมอเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตรายตลอดจนผลพวงที่อาจเกิดตามมา    ท้ายที่สุดผู้ปกครองไม่ควรลืมว่า

การพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่จำเป็นต้องมีอิสรภาพความรับผิดชอบ และความเป็นตัวเองในระดับที่เหมาะสม

การที่ผู้ปกครองหลายๆท่าน  มีความกังวลใจ รู้สึกผิดกับตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไปในการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น เมื่อได้รับรู้และเข้าใจในสาเหตุที่วัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม และอารมณ์ อย่างรวดเร็ว คงจะมีความสบายใจมากขึ้น  และมีความพร้อมที่จะรับมือกับลูกวัยรุ่นต่อไป และเป็นจิตอาสาให้คำแนำ แลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้ปกครองท่านอื่นๆในการดูแลลูกวัยรุ่น 

 ข้อมูลจาก  http://yodnapa.bloggoo.com/archives/6135

ข้อมูลจาก  http://www.chalad.com/

ขีดๆ  เขียนๆ โดย เทียนหอม

บทบาทของพ่อแม่ ในการปรับพฤติกรรม และการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง  ซึ่งแสดงออกเป็นปัญหาพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น  ดื้อ  ไม่เชื่อฟัง  ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ  มีแฟนและมีเพศสัมพันธ์  ใช้ยาเสพติด  ทำผิดกฎหมาย  ปัญหาพฤติกรรมบางอย่างมักเกิดขึ้นมานาน จนทำให้การแก้ไขมักทำได้ยาก  การป้องกันปัญหาจึงมีความจำเป็น  และสำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว  การป้องกันดังกล่าว  ควรเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งแต่เด็ก  เด็กที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพดี   จะมีภูมิต้านทานโรคทางจิตเวชต่างๆ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นได้อย่างมากเช่นกัน

สุขภาพจิตมีความสำคัญอย่างไร

คนที่มีสุขภาพจิตดี  จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพที่มี   ดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเอง  และต่อผู้อื่น  ไม่เกิดอาการทางจิตเวช  หรือโรคทางจิตเวชได้ง่าย  ถึงแม้ชีวิตจะเผชิญปัญหามาก  ก็สามารถแก้ไขผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

คนที่สุขภาพจิตไม่ดี  มักมีปัญหาในการปรับตัว  มีอาการทางจิตเวช  เช่น  ความเครียด  ซึมเศร้า  แม้ว่าจะเจอปัญหาเล็กๆ  ก็ปรับตัวได้ลำบาก   มีปัญหาพฤติกรรมได้บ่อย  มักเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชได้ง่าย  และฟื้นตัวไม่ได้ดี

สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดขึ้น  คือ 

1 สร้างความสำพันธ์ที่ดี  กับเด็ก มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ  และยาวนานพอ

–  พ่อแม่ควรรู้เขา รู้เรา  เข้าใจความคิดความรู้สึกของลูก  คาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่า  ลูกน่าจะคิดอย่างไร  รู้สึกอย่างไร  น่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา  รู้จุดเด่น จุดอ่อน ของลูก

–  รับฟังได้มากขึ้น  เกิดการยอมรับกัน  ประนีประนอมกัน

–  สร้างขอบเขตที่เหมาะสมได้ง่าย  เคารพในกติกาที่ช่วยกันสร้าง

–  ส่งเสริม  ชี้แนะ  แนะนำ  ตักเตือน

–  ยืนยันในเรื่องที่ “วิกฤต”  เท่าที่จำเป็น ไม่ควรมีมากนัก

2. ให้รางวัลในพฤติกรรมที่ดี  พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  การให้รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ  หรือเงิน  อาจให้คำชม  การชื่นชม  ก็เพียงพอสำหรับเด็ก

3. เอาจริงกับสิ่งที่ตกลงกันไว้  ถ้ามีการละเมิดข้อตกลง  ต้องมีวิธีการเตือนที่ได้ผล  พ่อแม่ควรทบทวนดูเสมอว่า  วิธีการเตือนแบบใดที่ไม่ได้ผลก็ควรเลิกใช้   การเตือนที่ได้ผลมักจะเกิดจากการตกลงกันไว้ล่วงหน้า  และเมื่อเตือนแล้วกำกับให้เกิดผลอย่างจริงจัง ทันที  เด็กจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงกับสิ่งที่พูด  และตกลงกันล่วงหน้า  เมื่อมีการตกลงกันในเรื่องใดๆอีก  เด็กก็จะตั้งใจทำตาม

4  เปิดโอกาสให้ได้รับการชื่นชม  สร้างกิจกรรมที่เด็กจะได้แสดงออกอย่างภาคภูมิใจตนเอง  ตามความชอบความถนัด

5 หาพฤติกรรมทดแทน  มาแทนที่พฤติกรรมที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

6  พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี  มีระเบียบวินัย  จัดการกับชีวิตอย่างเหมาะสม  มีการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง

7  ส่งเสริมพฤติกรรมและการเรียนรู้ให้ครบทุกด้าน  ทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์  สังคม  สังเกตจุดอ่อน  และสร้างทักษะใหม่ที่จะเอาชนะจุดอ่อนเท่าที่จะเป็นไปได้  ส่งเสริมจุดเด่นให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง  เอาตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง

8  ช่วยให้เด็กหาเอกลักษณ์ของตนเองได้  สังเกตจาก  ความชอบ ความถนัด  ผลการเรียน  กิจกรรม ที่ชอบ  และทำได้ด้วยตัวเอง   ความพอใจ  แนวคิด  ความเชื่อ  กลุ่มเพื่อน  วิชาชีพที่อยากเรียน  อาชีพที่ต้องการ  รวมถึงเอกลักษณ์ทางเพศ  สนับสนุนให้เป็นไปตามเอกลักษณ์  แต่ให้ได้การเรียนรู้ในพัฒนาการด้านอื่นๆด้วย

9  สนับสนุนกลุ่มเพื่อนที่ดี  ช่วยแก้ไขกลุ่มที่มีความเสี่ยง  รักลูก ให้รักเพื่อนของลูกด้วย  เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากกันเอง  ภายใต้การดูแล “เงียบๆ”  หัดให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์เพื่อนให้เป็น

10  ฝึกให้เด็กรู้จักการจัดการกับความเสี่ยง  วิเคราะห์ความเสี่ยง  ประเมินความเสี่ยง  โอกาสอันตราย  คิดล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ในด้านลบ หาสาเหตุของความเสี่ยง  และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ในแง่มุมต่างๆ  อย่างถี่ถ้วน หาวิธีป้องกันความเสี่ยง   การลดความเสี่ยงด้วยวิธีการต่างๆ  หรือการแก้ไขปัญหา  ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น  มีช่องทางออก  ทางหนีทีไล่อย่างไร  วิเคราะห์โอกาสต่างๆ  ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก

วิธีการปรับพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล

–  การพูดย้ำซ้ำๆ  แล้วเด็กไม่ได้ปฏิบัติ  –  การบ่นมากๆ

–  การเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ  –  การข่มขู่(แล้วไม่ได้ทำตามนั้น)

–  การปรามาส  ดูถูกให้ได้อายโดยหวังว่าจะฮึดสู้  มีมานะ และแก้ไขตนเองได้

–  การลงโทษรุนแรง  ด้วยกำลังเช่นการตี  ตบ  เตะต่อย  ผลักไส  หรือด้วยวาจา  เช่น  ด่าว่า เปรียบเทียบเป็นสัตว์ที่ด้อยปัญญา  ด่ากระทบไปถึงคนอื่น  เช่น  พ่อมันไม่ดี  แม่มันไม่สั่งสอน  เชื้อสายมันเลว

–  ตัดความสำพันธ์  ไม่พูดด้วย  ไม่สนใจ  ไม่ดูแล  ไม่ส่งเสริม  โดยหวังว่าจะสำนึกและมาขอโทษ

วิธีการปรับพฤติกรรมที่น่าจะทำ

–  เอาจริงทันที  โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นสร้างกติกากันใหม่ๆ  ต้องคอยสังเกต ติดตาม  ถ้าทำได้อย่าลืมชื่นชม  ถ้าทำไม่ได้  ควรมองในแง่ดีว่า เขาอาจลืม  ยังไม่สม่ำเสมอจนจะทำได้เป็นอัตโนมัติ  ซึ่งจะต้องทำซ้ำๆต่อเนื่องกันนั้นนานพอ  (ประมาณ 3  สัปดาห์)  ในเด็กสมาธิสั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้  และในกรณีที่เป็นการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีเก่าที่ทำติดตัวมานานแล้ว  อาจต้องใช้เวลามากขึ้น

–  หยุดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาทันที

–  ทบทวนว่าเคยมีการพูดคุยกันล่วงหน้าก่อนหรือไม่  เช่น  ถ้าเล่นเกมเลยเวลาที่ตกลงกันไว้  จะมีการจัดการอย่างไร  ถ้ามีอยู่แล้ว  ให้จัดการตามนั้นอย่างจริงจัง แต่นุ่มนวล  เน้นเรื่องของการตกลง  ทำอย่างไรได้ผลอย่างนั้น  ถ้าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  ควรทำอย่างไร  คาดหวังว่า  ครั้งต่อไปเขาจะควบคุมตัวเองได้

–  รับฟังความคิดเห็น  คำโวยวายได้สั้นๆ  จับประเด็นที่ไม่พอใจ  สะท้อนความคิด  ความรู้สึกของเขาสั้นๆ

–  ไม่มีการต่อรอง  เจรจา  ผัดผ่อน  การดำเนินการควรทำทันที  และเป็นไปให้สอดคล้องกับการตกลงกันไว้ล่วงหน้า

–  ถ้าไม่มีการตกลงกันล่วงหน้า  ให้ใช้  กฎมาตรฐาน  เช่น  ไม่ละเมิดผู้อื่น  ไม่ละเมิดตนเอง  ไม่ทำให้ของเสียหาย หรือฟุ่มเฟือยเกินเหตุ  และตั้งเป็นกติกามาตรฐานไว้เลย  เด็กจะต้องการหลักยึดที่ชัดเจน  และบางครั้งอาจต้องลงรายละเอียดให้เห็นเป็นรูปธรรม  เช่น-อย่านอนดึก  ควรเปลี่ยนเป็น  เวลานอนที่กำหนด  คือ สี่ทุ่ม

-ต้องอ่านหนังสือเรียน   ควรเปลี่ยนเป็น  เวลาอ่านหนังสือ  คือ  สามทุ่ม ถึงสี่ทุ่ม

มีการกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติในระยะแรกให้ชัดเจน  เช่น  กฎข้อนี้เราจะทดลองทำร่วมกันประมาณ  2  สัปดาห์  หลังจากนั้นจะมีการมาทบทวนกันใหม่  เป็นการเปิดช่องทางให้มีการเจรจา  เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยพ่อแม่ไม่เสียหน้า และปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างให้ทำได้ง่ายขึ้น  เปิดช่องให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น  ไม่รู้สึกเป็นการบังคับกันเกินไป  และได้การเรียนรู้ว่า  เมื่อตกลงกันแล้ว  ต้องทำ  ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยังมีโอกาสทำได้อยู่  แต่ต้องมาตกลงกันก่อน  เป็นการเปิดช่องทางการ “เจรจา”  เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมแล้วจะมีแรงจูงใจให้เขาทำตามนั้นมากขึ้น  การให้เด็กสร้างกติกากับตนเอง  เป็นการฝึกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง  แต่มีระเบียบวินัยจากภายใน ซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตเขาต่อไป  พ่อแม่จะเหนื่อยน้อยลงที่จะไม่ต้องไปสร้างระเบียบวินัยจากภายนอก

เมื่อมีการลงโทษ  ควรสรุปสั้นๆก่อนการลงโทษ  ว่าเกิดอะไรขึ้น  เหตุใดจึงมีการลงโทษ  ชื่นชมเด็กที่รู้จักสำนึกได้  หรือเปิดเผยไม่โกหกปิดบัง  ชวนให้เด็กคิดว่า  ถ้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ควรจะทำอย่างไร  จะป้องกันได้อย่างไร  และคาดหวังในทางที่ดีว่า  เขาน่าจะทำได้  เราจะคอยดู  และชื่นชมเขาในโอกาสต่อไป

ถ้าเด็กไม่คิดไม่เรียนรู้  ไม่สำนึกในระยะแรก  ให้คุยใหม่หลังจากพ้นโทษทันที  หรือในระยะเวลาต่อมาที่ไม่นานเกินไป  ชวนคุยให้เด็กทบทวนตนเองว่า  เกิดอะไรขึ้น  รู้สึกอย่างไร  อยากป้องกันไม่ให้เกิดอีกอย่างไรดี  กระตุ้นให้คิด  และชมความคิดที่ดีของเขา  เป็นการฝึกให้เด็กคิด “ทบทวนตนเอง”  และวางแผนเกี่ยวกับตนเอง  ที่สำคัญคือ  นำมาใช้กับชีวิตตนเองได้มากขึ้น  โดยไม่ต้องให้มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่คอยบอกคอยเตือน  คอยบังคับให้ทำโน่นทำนี่อีกต่อไป

sweet family ครอบครัวเป็นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ร่วมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยกันทุกวัน จากหน่วยเล็กๆในสังคม สามารถสร้างพลังเข้มแข็งเป็นฐานที่มั่นคงให้กับสังคม

ที่มาข้อมูล : นพ. พนม เกตุมาน  สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขีดๆ เขียนๆ โดย  เทียนหอม

โรคติดการพนัน ( Pathological gambling ) …เป็นจากนิสัยหรือจัดว่าป่วย?

เสียงสะท้อนจากครอบครัวของผู้ที่ติดการพนัน……

-ทำยังไงดี…แม่ฉันติดการพนันมาก  ๆ เล่นหวยด้วย ชอบสร้างแต่หนี้สิน

-คุณแม่ของแฟนติดการพนัน เงินที่แฟนผมให้ไปก็เอาไปเล่นการพนันจนหมดแถมเป็นหนี้

-ทำได้ลงคอ! พ่อแม่ขายลูก 3 คน เพราะติดเล่นการพนันงอมแงม

ในมุมมองด้านสุขภาพ พบว่า การพนันมีผลกระทบต่อสุขภาพในวงกว้าง เช่น ความเจ็บป่วยทางกายจากความเครียดเรื้อรัง สูญเสียงาน และการเรียน เสียทรัพย์ ก่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหายาเสพติด ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมในสังคม ในจำนวนผู้ที่เล่นการพนันทั้งหมด จะมีบางคนที่เล่นพนันจนเกิดปัญหาสุขภาพขั้นรุนแรงที่เรียกว่า อาการติดการพนัน (Pathological gambling) ซึ่งในเวชปฏิบัติ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักปกปิดปัญหาการติดพนันของตนเอง

สาเหตุของโรคติดการพนันว่า มาจากหลัก 5 ประการคือ

1.กรรมพันธุ์ โดยผู้ที่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องติดการพนันมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดพนัน 5 เท่า

2.การเลี้ยงดู การที่พ่อแม่เล่นการพนันลูกจะรับรู้และอยากเล่นตาม

3.การป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวน ทำให้ผู้ป่วยอยากเล่นเพื่อลดอาการทางอารมณ์

4.สื่อที่มีเนื้อหายั่วยุให้เล่นการพนัน

5.ระบบสารเคมีในสมองผิดปกติเกิดการหลั่ง สารโดปามีนในสมองมาก ซึ่งเป็นสารที่ทำให้บุคคลรู้สึกตื่นเต้น ยินดี สนุกสนาน   นอกจากนี้ผู้ที่ติดการพนันมีสารสื่อประสาทสมองชื่อ ซีโรโตนิน ลดลง โดยสารดังกล่าวเป็นสารช่วยให้บุคคลมีความยับยั้งชั่งใจได้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนติดการพนัน ซึ่งเป็นการติดที่สมอง  และเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมและความคิดแต่เพียงอย่างเดียว ตามที่คนส่วนมากเข้าใจกัน

แบบคัดกรองการติดการพนันแบบง่ายๆ ประกอบด้วยข้อคำถาม 20 ข้อ โดยหากตอบ “ใช่” ตั้งแต่ 7 ข้อขึ้นไปแสดงว่าบุคคลนั้นมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาการเล่นการพนัน ข้อคำถามทั้ง 20 ข้อ มีดังนี้
1.        เวลางานหรือเวลาเรียนของคุณเสียหายเพราะการพนัน
2.        การเล่นการพนันของคุณเคยทำให้ชีวิตครอบครัวไม่มีความสุข
3.        การเล่นการพนันของคุณเคยทำให้คุณเสื่อมเสียชื่อเสียง
4.        คุณเคยรู้สึกสำนึกผิดหลังจากเล่นการพนัน
5.        คุณเคยเล่นการพนันเพื่อให้ได้เงินมาใช้หนี้พนันหรือแก้ปัญหาการเงิน
6.        การพนันทำให้ความสามารถต่างๆในตัวคุณมีประสิทธิภาพน้อยลง
7.        หลังจากเสียพนัน คุณรู้สึกว่าต้องกลับมาเล่นอีกครั้งอย่างเร็วที่สุดและต้องเอาคืนของที่เสียไป
8.        หลังจากชนะพนัน คุณมีความต้องการอย่างรุนแรงที่จะเล่นอีกครั้งและเอาชนะให้มากขึ้น
9.        บ่อยครั้งที่คุณเล่นพนันจนกระทั่งเหลือสตางค์สุดท้าย
10.     คุณเคยยืมเงินเพื่อนำมาเป็นทุนในการเล่นพนัน
11.     คุณเคยขายของใดๆ เพื่อนำมาเป็นทุนในการเล่นพนัน
12.     คุณไม่เต็มใจที่จะใช้เงินจะใช้พนันไปใช้ในการจับจ่ายใช้สอยอย่างอื่น
13.     การพนันทำให้คุณไม่ใส่ใจต่อความเป็นอยู่ของตัวคุณเองหรือครอบครัวของคุณ
14.     คุณเคยเล่นการพนันนานกว่าที่คุณวางแผนไว้
15.     คุณเคยเล่นการพนันเพื่อหลีกหนีจากความกังวลหรือปัญหาอื่น
16.     คุณเคยกระทำหรือคิดจะกระทำผิดกฎหมายเพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนในการพนัน
17.     การพนันทำให้คุณนอนหลับยากขึ้น
18.     การโต้เถียงกัน ความผิดหวัง หรือ ความรู้สึกอึดอัด ส่งผลให้คุณเกิดความอยากไปเล่นการพนัน
19.     คุณเคยมีความรู้สึกอยากฉลองเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นโดยการไปเล่นพนันสักสองสามชั่วโมง
20.     คุณเคยทำร้ายตนเองหรือพยายามฆ่าตัวตายอันเป็นผลมาจากการพนันของคุณ

เล่นการพนันขั้นไหนถึงต้องรักษา?
อาการหรืออาการแสดงของการติดการพนันตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ American Psychiatric ดังนี้

Withdrawal – รู้สึกกระสับกระส่ายหรือหงุดหงิดง่ายเวลาพยายามหยุดหรือลดการเล่นพนัน
Affect significant relationship – ความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญ โอกาสในด้านการงาน การเรียน หรืออาชีพเสียไปเพราะการพนัน
Goal is to get even by chasing – หลังจากเสียเงินพนันแล้ว ได้พยายามที่จะกลับไปเล่นเพื่อเอาเงินคืนบ่อยครั้ง
Escape – เล่นการพนันเพื่อหาทางออกจากปัญหา หรือให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้นจากความรู้สึกไม่สบายใจ
Rescue – ต้องให้บุคคลอื่นหาเงินมาช่วยให้พ้นจากการเป็นหนี้พนัน
Outside the laws – ทำผิดกฎหมาย เช่น ปลอมแปลงเอกสาร ขโมยของ เพื่อให้ได้เงินมาใช้หนี้พนัน
Failure to control – พยายามที่จะควบคุม ลด หรือ หยุดการเล่นพนันแต่ทำไม่สำเร็จบ่อยครั้ง
Tolerance – พนันด้วยการเพิ่มปริมาณเงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้คงความรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดิมไว้
Evades telling the truth – โกหกครอบครัว แพทย์ผู้รักษา หรือ บุคคลอื่นเพื่อปกปิดการเล่นพนันของตนเอง
Needs to think about gambling – ครุ่นคิดถึงแต่การพนันอย่างมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นพนันในอดีตของตนเอง ว่าเล่นได้หรือเสียอย่างไร รวมไปถึงการวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรให้ชนะในคราวต่อไป หรือ คิดวิธีหาเงินเพื่อจะนำไปใช้ในการพนันครั้งต่อไป

เมื่อติดการพนันจะรักษาได้อย่างไร?

แม้ว่าการติดการพนันจะเป็นภาวะเรื้อรัง และมักจะกลับเป็นซ้ำได้บ่อยๆ แต่ก็เป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ ผู้ติดการพนันมักจะขอรับการรักษาเมื่ออาการเป็นมากจนมีปัญหาการเงินขั้นรุนแรง อย่างไรก็ตามการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ติดการพนันและครอบครัวโดยเฉพาะเรื่องการเงินดีขึ้น

แนวทางการรักษา

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (behavioral therapy)
  • การให้คำปรึกษา (counseling)
  • การเปลี่ยนแนวคิด (cognitive therapy)
  • การเข้าร่วมกลุ่มเพื่อให้การสนับสนุนและให้กำลังใจในการเปลี่ยนพฤติกรรมการเล่นการพนัน
  • การรักษาด้วยยาอาจมีส่วนช่วยได้บ้าง แม้ว่ายาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้ได้ผล  แต่การให้การรักษาร่วมกันระหว่างการรักษาโดยไม่ใช้ยาร่วมกับการให้ยามีแนวโน้มที่จะทำให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด
  • ควรรักษาโรคอื่นที่พบร่วมกับการติดการพนัน เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และ การติดสารเสพติดชนิดอื่น เช่น เหล้า บุหรี่ จะช่วยทำให้การติดการพนันดีขึ้นได้

ทำอย่างไรไม่ให้เล่นการพนัน

เนื่องจากการรักษาโรคติดการพนันเป็นภาวะเรื้อรังและมักจะกลับเป็นซ้ำได้บ่อยๆ แต่ก็เป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงโดยมีคำแนะนำดังนี้

1.  ไม่เล่นการพนัน

– ไม่ปลูกฝังการเล่นการพนันตั้งแต่เด็ก

– พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู เป็นแบบอย่างที่ดีและชี้แนะอันตราย / โทษของการเล่นการพนัน

– ทำจิตใจให้เข้มแข็ง มุ่งปฏิบัติหน้าที่การงาน

2.  ไม่คบบุคคลที่เล่นการพนัน

– รู้จักปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนให้เล่นการพนัน

3.  ไม่สนับสนุนและต่อต้านการเล่นการพนันทุกชนิด

– สร้างกระแสและใช้มาตรการทางสังคม ในการต่อต้านบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เล่นการพนัน

– ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการชี้เบาะแส หรือใช้มาตรการทางกฎหมายต่อต้านการเล่นการพนัน

4.  ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและบุคคลในครอบครัวมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม

– ครอบครัวควรส่งเสริม ปลูกฝังค่านิยมในเรื่องของคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต พอใจในความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ไม่โลภ

5.  ทำกิจกรรมที่เป็นความสุข สนุกสนานและสร้างสรรค์ภายในครอบครัว

– หากิจกรรมทำร่วมกัน หรือใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างความสุข สนุกสนาน และสร้างสรรค์ภายในครอบครัว แทนการเล่นการพนัน เช่น เล่นกีฬา อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เป็นต้น

การพนันเป็นอบายมุขอย่างหนึ่ง นำมาซึ่งการผิดศีลธรรมที่ควรหลีกเลี่ยง  ทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง สุขภาพทางกาย ทางใจ และทางจิตวิญญาณ  เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผลเสียที่รุนแรงตามมาไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัว สังคม หรือการเงิน การติดการพนันเป็นความผิดปรกติทางสมองที่สามารถคัดกรองผู้ที่มีความผิดปรกตินี้ได้โดยง่ายจากแบบคัดกรองต่างๆ การติดการพนันเป็นความผิดปรกติที่รักษาได้โดยการใช้พฤติกรรมบำบัด ร่วมกับการให้ยา  ผู้ติดการพนัน จำเป็นต้องได้รับกำลังใจจากครอบครัวและผู้ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก ครอบครัวไม่ควรตำหนิผู้ป่วย แต่ควรให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้ป่วยพยายามเลิกได้อย่างถาวร

แหล่งข้อมูล

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นพ.พนม  เกตุมาน                             นพ.ภาณุ คูวุฒยากร

ด็อกเตอร์ดอตโออาร์ดอตทีเอช             กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

chumentalhealth .com

ขีดๆ เขียนๆ  โดย  เทียนหอม 

 

เด็กแอลดี….หนูเก่งทุกเรื่อง   ยกเว้นเรื่องอ่าน / เขียน และคิดคำนวณ…..???

ลูกของคุณหรือตัวคุณเคยมีอาการเป็นอย่างนี้บ้างไหม  เวลาทำอะไรก็ดูเก่งและน่าสนใจ แต่ทำไมถึง สอบตก ?

พวกเขา …ลำบากยุ่งยากกับ เรื่องการเรียนที่โรงเรียน ทั้งๆ ที่ดูจะเก่งพอตัว / พยายามฟังครูสอน แต่ไม่อาจตัดความรำคาญจากเสียงรบกวนอื่นๆ ในห้องหรือข้างๆ ห้องได้ / รู้สึกหนักใจต่อการปฏิบัติตามแนวทางหรือกฎเกณฑ์ของโรงเรียน / อยากมีเพื่อนหลายๆ คน แต่ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไร / อยากให้พ่อแม่อนุญาตให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแบบของตัวเอง แทนที่จะให้มานั่งจมอยู่กับการบ้านเป็นชั่วโมง / เรียนอะไรก็มักลืมง่าย ได้หน้าลืมหลัง / ยุ่งยากในการอ่าน ถึงอ่านไม่ออก และอ่านแล้วไม่เข้าใจ /  ไม่ชอบเรียนเลข ปวดหัว / ทำงานสกปรก ลายมือไม่สวย / ได้ยินที่ครูพูดชัดเจน แต่จับใจความไม่ได้ / สับสนเรื่องเวลา/ พูดคล่อง ถามเก่ง แต่ไม่ค่อยฟังคำตอบ ….????

หากตอบว่า ใช่ในข้อใดๆ จากคำถามเหล่านี้ ก็คงเข้าข่ายของเด็ก แววดีที่เรียนอ่อนหรือ LD

หากอยากรู้แน่ชัดว่าใช่  หรือไม่…ก็ต้องพบแพทย์ เพื่อคัดกรอง  วินิจฉัย นัดตรวจไอคิว  เพราะเด็กแอลดี   จะมีไอคิวปกติ หรือค่อนข้างสูง   ถ้าไอคิวปกติ ทำไมลูกยังสอบตกล่ะ ?…. โดยเฉพาะวิชาหลัก เช่น ไทย  เลข  อังกฤษ

เรามาดูกันว่า  เด็กแอลดี  คืออะไร  ร้าย แรงแค่ไหน  ถ้าเราไม่รักษา

น่าตกใจไม่น้อยที่สถิติของเด็กไทยในวัยเรียนกว่า 10 ล้านคน พบว่ามีเด็กที่เข้าข่ายมีปัญหาทางการเรียนรู้  หรือ Learning Disorders สูงถึงประมาณ 1 ล้านคน…

LD หรือ Learning Disabilities หมายถึง ความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้   แสดงออกมาในรูปของ ปัญหาด้านการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณและ เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ เป็นเด็กที่มีวงจรการทำงานของสมอง ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น  เซลล์สมองบางส่วนอยู่ผิดที่   ทำให้มีปัญหาในการเรียน เรียนอ่อนบางวิชา หรือหลายๆ วิชา ทั้งที่สติปัญญาปกติ

บางคนมีปัญหาในการอ่าน  ทั้งที่มีสายตาหรือประสาทตาปกติ   แต่การแปลภาพในสมองไม่เหมือนคนทั่วไป   ทำให้เห็นตัวหนังสือกลับหัวกลับหาง ลอยไป ลอยมา ไม่คงที่ บางครั้งเห็นๆ หยุดๆ มองเห็นตัวหนังสือหายไปเป็นบรรทัด บางครั้งเห็นตัวหนังสือแต่ไม่รู้ความหมาย

บางคนมีปัญหาการฟัง  ทั้งที่การได้ยินปกติ แต่สมองไม่สามารถแยกแยะเสียงสูง- ต่ำ จึงมักเขียนสะกดผิด และไม่ทราบความหมายของคำ บางคนมีปัญหาเรื่องทิศทาง   ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษา ไม่รู้ว่าซ้ายหรือขวา กะระยะทางไม่ถูก ทำให้เดินชนอยู่บ่อยๆ  บางคนคำนวณไม่ได้   เพราะไม่เข้าใจสัญลักษณ์ตัวเลข ฯ

โรคสมาธิสั้น  เป็นอีกโรคที่พบร่วมกับแอลดี   เรียกว่าเป็นโรคฝาแฝด   พบได้บ่อยถึงร้อยละ 50   เด็กต้องได้รับยาเพิ่มสมาธิ  เพื่อให้มีความจดจ่อในการทำงาน   ซึ่งไม่ทำให้เด็กสามารถ อ่าน เขียน ดีขึ้น   ต้องอาศัยการฝึกฝน  ปรับวิธีการสอน  และวิธีการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล   หรือที่เรียกว่า Individual educational program(IEP)

ทำไมพวกเขา  มีความบกพร่องในเรื่องกระบวนการเรียนรู้ !  …มาหาสาเหตุของแอลดีกัน

  1. พยาธิสภาพของสมอง  การศึกษาเด็กที่มีบาดแผลทางสมอง เช่น คลอดก่อนกำหนด ตัวเหลืองหลังคลอด แต่มีสติปัญหาปกติ พบว่ามีปัญหาการอ่านร่วมด้วย
  2. ความผิดปกติของสมองซีกซ้าย  โดยปกติสมองซีกซ้ายจะควบคุมการการแสดงออกทางภาษา  และสมองซีกซ้ายจะโตกว่าสมองซีกขวา  แต่ของเด็กแอลดี  สมองซีกซ้ายและซีกขวามีขนาดเท่ากัน และมีความผิดปกติอื่นๆ ที่สมองซีกซ้ายด้วย
  3. กรรมพันธุ์ เด็กที่มีปัญหาการอ่านบางรายมีความผิดปกติที่โครโมโซมคู่ที่ 15 และสมาชิกในบ้านเคยเป็นแอลดี
  4. ความผิดปกติของคลื่นสมอง  เด็กแอลดี  มีคลื่นอัลฟาที่สมองซีกซ้ายมากกว่าเด็กปกติ
  5. พัฒนาการล่าช้า เช่น  พูดช้า   การออกเสียงไม่ชัด   การใช้มืองุ่มง่าม

จะรู้ได้อย่างไรว่า  ลูกเป็นแอลดี จากการอ่าน  เขียน  คำนวณ….?

ความบกพร่องในการอ่านหนังสือ (Reading disorder/ Dyslexia)

พบได้บ่อยที่สุด  โดยที่เด็กอ่านหนังสือไม่ได้เลย หรืออ่านหนังสือได้ในระดับที่ต่ำกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน 2 ชั้นปี มีลักษณะดังนี้

-มีความยากลำบากในการอ่าน  /   อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะออกเสียงได้  /  สะกดคำไม่คล่อง  อ่านตะกุกตะกัก /          แสดงอาการหงุดหงิด กังวล ไม่สบายใจระหว่างที่อ่าน / อ่านข้ามคำยาก  หรือคำที่อ่านไม่ออก / อ่านข้ามบรรทัด    อ่านไม่เน้นคำ  / อ่านช้า  อ่านผิด โดยอาจใช้การเดา  /  จำสระไม่ได้  ผันคำไม่ได้  สับสนตัวสะกด สับสนวรรณยุกต์ / จำคำไม่ได้  จำการผสมคำได้ช้า  /  จับประเด็นสำคัญในการอ่านไม่ได้ หรือได้น้อย ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน  อ่านออกเสียงไม่ชัด / อิดออด หรือพยายามหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือที่มีเนื้อหามากๆ

ความบกพร่องในการเขียนหนังสือ  (Disorder of written expression / Dysgraphia)

เขียนหนังสือไม่ได้  หรือผิดพลาดมากในระดับที่ต่ำกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน 2 ชั้นปี  ความบกพร่องมีดังนี้

เขียนพยัญชนะผิด  สะกดคำผิดบ่อยๆ  แม้แต่คำง่าย  / เขียนตัวหนังสือกลับด้าน  หรือเขียนหัวพยัญชนะสลับด้าน  เช่น เขียนสลับระหว่าง  ถ-ภ  / ผ-พ /  ด-ค /  ต-ฅ   /  b-d  p-q  /  สื่อความหมายผ่านการเขียนได้ไม่ดี สะกดผิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าอยากเขียนอะไร เช่น  สำร่านรผ   (สรานรมย์) / จาไป๋โรยเรือง(จะไปโรงเรียน) เรียงลำดับอักษรผิด  เช่น  เพลงไทย  เป็น  พลเงไท  / เขียนอักษรกลับตัว  เขียนวนหัวของพยัญชนะอยู่หลายรอบ  เขียนประโยคไม่ได้   ใช้หลัก ไวยกรณ์ผิด   เขียนผิดลบบ่อย  เขียนทับคำเดิมหลายๆครั้ง /  การแบ่งแยกวรรคผิดพลาด  เช่น   สา-มา-รถไป-สพา-นคา-ยได้  (สามารถไปสะพานควายได้)  เขียนหนังสือแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง เช่น นรนซณฑ๋ซ   / เขียนด้วยลายมือที่อ่านไม่ออก  เขียนพยัญชนะได้แต่อ่านไม่รู้เรื่อง แต่ลอกตัวหนังสือตามได้  /เขียนตามคำบอกได้โดยบอกพยัญชนะ และสระให้  แต่เขียนเองไม่ได้  /  เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด  เขียนตามการออกเสียง เช่น ขนม เขียนเป็น ขะหนม / บริการ เขียนเป็น บอริกาน  /  เขียนไม่ตรงบรรทัด  ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน  ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา  ไม่เว้นขอบ  ไม่เว้นช่องไฟ  /  เขียนประโยคสั้น  ง่าย  ไม่มีรายละเอียด  / ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง เขียนตัวหนังสือตัวโต  /  ชอบผลัดผ่อน  หลีกเลี่ยงการเขียนรายงานส่ง / ไม่ค่อยจดงานเวลาอยู่ในห้องเรียน

ความบกพร่องในการคำนวณ (Mathematics disorder / Dyscalculia)

คิดเลขไม่ได้  หรือทำได้ในระดับที่ต่ำกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน 2 ชั้นปี  ลักษณะดังนี้

-สับสนในหลักการคิดเลข  ไม่เข้าใจหรือสับสนในขั้นตอน /  ไม่เข้าใจลำดับตัวเลข  พูดตัวเลช  1 – 20 กลับไปมาไม่ได้  ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข  เช่น หน่วย สิบ ร้อย พัน  /  ทำงานเกี่ยวกับตัวเลขได้ช้า  มีความอดทนต่ำ เกี่ยวกับตัวเลข  /  คำนวณ บวก ลบ คูณ หาร ด้วยการนับนิ้ว  ไม่เข้าใจสัญลักษณ์และความหมายของ บวก ลบ คูณ หาร  /  เชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์เลขกับภาษาเขียนไม่ได้  / เขียนตัวเลขกลับกัน เช่น  35  เป็น 53  ไม่เข้าใจเรื่องตัวเลขกับเวลา ไม่เข้าใจการทอนสตางค์  เชื่อมโยงไม่ได้    ชอบผัดผ่อน  หลีกเลี่ยงการบ้านวิชาคำนวณ

ถ้าถามว่า  เด็กแอลดี  แก้ไขได้ไหม……..ได้     รักษาได้ไหม……..ได้   หายขาดไหม ……..ม่

ปัญหาการเขียน การอ่าน  การคิดคำนวณ  จะเป็นปัญหาที่ติดตัวไปตลอดชีวิต จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ  การช่วยเหลือ และกำลังใจจาก พ่อแม่   การดูแลเอาใจใส่จาก ครู และโรงเรียน    แต่…… ในความโชคร้าย ก็ยังมีเรื่องดีๆ แฝงอยู่  ก็คือ….   เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีพรสวรรค์ซ่อนอยู่  การ ทำงานของสมองเด็กแอลดี เกือบทั้งหมดใช้สมองซีกขวาได้ดีกว่าซีกซ้าย  จึงทำให้เด็กเรียนรู้ได้มาก ผ่านการทำงานของสมองซีกขวา  มีความโดดเด่นในเรื่อง ดนตรี  กีฬา  ศิลปะ  ทำอาหาร  งานประดิษฐ์    ประติมากรรม  วาดรูป  เป็นต้น

ถ้าเราช่วยกันส่งเสริมพรสวรรค์ และ ปรับวิธีการเรียน เปลี่ยนวิธีสอน ผ่อนปรนการสอบ และฝึกทักษะการใช้สมองซีกซ้ายได้แก่ ความคิด คำนวณ การวางแผน  เด็กแอลดี ก็จะสามารถเรียนได้อย่างมีความสุข   เนื่องจากเด็กแอลดี  เป็นเด็กที่มีไอคิวประมาณ 90-120   นั่นหมายความว่า เด็กแอลดีสามารถเรียนได้จนจบมัธยมปลายหรืออาจถึงปริญญาตรี ปริญญาโท  ปริญญาเอก  หากได้รับการพัฒนาให้ดี  เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กปกติ หรือบุคคลปกติทั่วไป

ก่อนที่พ่อแม่ ครู  ผู้ปกครองจะตกใจไปมากกว่านี้  !   เราหาแนวทางการช่วยเหลือเด็กแอลดีกันดีกว่า

  สาม เสาหลัก  เข้าใจช่วยเหลือรับมือเด็กแอลดี   เด็กที่เป็น LD นอกจากพ่อแม่ที่ต้องเข้าใจเด็กแล้ว ครูและโรงเรียน  ถือเป็นคนสำคัญเช่นกันที่จะต้องเข้าใจและสามารถช่วยให้เด็กมี พัฒนาการที่ดีขึ้นได้   ซึ่งข้อแนะนำมีอยู่ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

1. ผู้ปกครองไม่ควรไปแก้ความบกพร่องของเด็ก  แต่จะต้องพยายามที่จะสอนเขา เช่นการอ่าน บางครั้งตอนกลางวันอาจจะอ่านดี ปกติ ไม่ผ่านกลับหัว แต่พอกลางคืนอาจจะอ่านกลับหัว ต้องเข้าใจเด็กเพราะการทำงานของสมองไม่สม่ำเสมอ คล้ายกับเคลื่อนวิทยุที่ไม่นิ่ง เพราะฉะนั้น  วิธีการก็คือ จะต้องสอนเด็กให้เขารู้ตัว และบอกเขาว่าจะเรียนรู้อย่างไร  ดังนั้นพ่อแม่ควรมีเวลาให้กับลูก หมั่นสังเกตพฤติกรรมการทำการบ้าน การเรียน การอ่าน การพูดจาของลูกว่าสื่อสารกัน ติดต่อกันได้ดีไหม  ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลาใส่ใจกับกิจกรรมของลูกเลย ปล่อยให้พี่เลี้ยง หรือครูพิเศษมาทำหน้าที่แทนก็ยิ่งทำให้เด็กอาจเป็นหนักขึ้น จนไม่อยากเรียนหนังสือเลยก็ได้

2. ครู ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความบกพร่องทางด้านการเรียน  เพื่อที่จะสอนเด็กได้ โดยสอนให้เด็กได้เรียนรู้ศักยภาพด้านสติปัญญาของตัวเองว่าไม่ได้ด้อย   อาจจะเก่งกว่าเด็กธรรมดาด้วยซ้ำ คงไม่ใช้คำว่าแค่แก้ปัญหา แต่ต้องเข้าใจปัญหา และรับมือกับมันให้ได้ เพราะจุดที่บกพร่องบางอย่างแก้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่อวัยวะที่บกพร่อง แต่เป็นวิธีการทำงาน ที่บางครั้งมันเกิดวิธีการรับข้อมูล สื่อข้อมูล หรือเรียนรู้ที่บกพร่อง

3. โรงเรียนจะต้องสนับสนุนการเรียนของเด็กให้เกิด การบูรณาการ เพราะปัญหาชีวิตไมได้แก้ไขที่ด้านใดด้านหนึ่ง ต้องดูหลายด้าน   ดังนั้นการเรียนที่ดีต้องมีความสอดคล้องทั้งรายวิชา และผู้สอนกับผู้เรียน โดยแต่ละรายวิชาต้องส่งเสริมกัน  เมื่อเด็กเรียนไปแล้วสามารถสร้างความรู้ต่อได้ หากไม่สอดคล้องกัน เด็กจะเรียนไมได้   เพราะในการบำบัดรักษาเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนจะต้องยึดหลัก  วิธีการ สอนของครู วิชาที่สอน และการเรียนของเด็กเอื้อผลกันมากที่สุด ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้

ถ้าปล่อยตามยถากรรม  หรือไม่ช่วยเหลือ และรักษาเด็กจะเป็นอย่างไร?

คุณพ่อคุณแม่ครับ  …/   คุณครูคะ..       เด็กแอลดีไม่ได้หมายความว่า  “ปัญญาอ่อน”    เด็กแอลดีไม่ได้หมายความว่า  “โง่”      เด็กแอลดีไม่ได้หมายความว่า  “ขี้เกียจ”    เด็กแอลดีไม่ได้หมายความว่า  “ไร้ความสามารถ”  แต่เด็กแอลดีมักจะถูกพ่อแม่ และครู ประณาม  หรือไม่ก็เพื่อนๆ ล้อว่า ง่”…..ัญญาอ่อน”…….ี้เกียจเรียน”…… ม่เอาไหน  คำพูดเหล่านี้ทำให้เด็กแอลดี กังวล สับสนกับตัวเองและ  ผลที่ตามมาคือ   ความน้อยใจ ผิดหวัง  ท้อแท้  สิ้นหวัง  เพราะไม่มีคนเข้าใจ     ที่ซ้ำร้าย  หากเด็กแอลดีเหล่านั้น  ไม่ได้รับการเลี้ยงดู  รักษา  หรือไม่ได้รับการฝึกฝนปรับพฤติกรรม อย่างเหมาะสม   เด็กอาจจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว  เป็นโรคซึมเศร้า   ต้องออกจากระบบการศึกษา  คบเพื่อนไม่ดี   เสี่ยงต่อการล่อลวง   การก่อคดีผิดกฎหมาย   ติดยาเสพติด

สำหรับพ่อแม่แล้ว ทุกข์อันใดจะหนักเท่าทุกข์ของลูก   แต่พ่อแม่เป็นเสาหลักของลูก  จงอย่าท้อ  ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้  ถ้าเราไม่ใส่ความคาดหวังเกินไป  หมั่นหาความรู้เพิ่มเติม  หาเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคนอื่นๆ   บางทีปัญหามันเหมือนเส้นผมบังภูเขา หากมีใครสักคนมาช่วยปัดมันออกไป  เราก็จะดีขึ้น และมีแรงที่จะค้นหาวิธีช่วยเหลือลูกๆต่อไป จงยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนา  ปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม และจริยธรรม   ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงาม และสดใสเสมอ    

แหล่งอ้างอิง  

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยลูกเป็นเด็กแอลดี          สุวิทย์   พวงสุวรรณ

คู่มือพ่อแม่ คุณครูตอน  ความบกพร่องด้านการเรียน ศ.คลินิก  พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

คู่มือช่วยเหลือเด็กบกพร่องด้านการเรียนรู้     พญ.เบญพร     ปัญญายง

3 เสาหลักเข้าใจ ช่วยเหลือรับมือเด็กแอลดี     ดร.เพ็ญนี      หล่อวัฒนพงษา

รู้จักเด็กแอลดี แววดี แต่เรียนอ่อน              ศ. ศรียา        นิยมธรรม

                                                                                                 โดย  เทียนหอม                            

แนวทางการช่วยเหลือเด็กแอลดี (Learning  Disorders : LD)

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า  เด็กแอลดี เป็นเด็กที่ไอคิวปกติ  หรือไอคิวสูง    ดังนั้นการเลี้ยงดู จึงควรทำเช่นเดียวกับเด็กปกติ   เพียงแต่อาจจะมีการยืดหยุ่นในข้อจำกัดบางข้อ   ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ    พ่อแม่  ครู และผู้ใกล้ชิดจึงต้องมีความอดทน  และเข้าใจเด็ก การพูดคุย การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็จะทำให้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา  และมีแนวทางแก้ไขร่วมกัน เด็กแอลดี  หรือเด็กสมาธิสั้น   ส่วนมาก เมื่อโตขึ้นก็มักจะพูดแบบเดียวกันว่า   “เมื่อหนูโตขึ้น หนูจะกลับมาช่วยเหลือเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นเหมือนหนู  เพราะหนูเข้าใจว่าพวกเขา ต้องการอะไร “

การช่วยเหลือเด็กแอลดี  เพื่อพัฒนาศักยภาพในการอบรมเลี้ยงดู

  • ไม่ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเพียงเพราะเป็นโรค แอลดี
  • เน้นให้รับผิดชอบตัวเอง  ข้าวของเครื่องใช้  เงินค่าขนม  การเรียน  งานบ้าน   ผลของการฝึกตนเอง ฯลฯ  โดยเพิ่มงานให้รับผิดชอบตามเวลาที่เติบโตขึ้น  เมื่อเข้าประถมปีที่ 1  ให้เริ่มมอบงานส่วนรวม  และเพิ่มขั้นปี  (จะตรงกับระบบโรงเรียนที่มีให้เด็กทำเวร)
  • ฝึกงานในบ้าน  ทั้งด้านการล้างจาน  หุงข้าว  ตากผ้า  รีดผ้า  ล้างรถ  เปลี่ยนหลอดไฟ  ทำอาหาร  ขึ้นรถเมล์  ซื้อของที่ตลาดฯลฯ  ทำซ้ำๆ  จนทำให้เกิดเป็นความสามารถในตัว  ทำให้อดทนต่ออุปสรรค  ช่วยเหลือคนอื่นได้เพิ่มขึ้น
  • กำหนดกฎเกณฑ์  กติกาที่ชัดเจน  จนเด็กเข้าใจว่าถ้าไม่ทำตามกติกาจะเกิดอะไรขึ้น  และพ่อแม่ควบคุมให้เกิดสิ่งนั้นๆ ให้ได้ตามที่กำหนดไว้  อย่าให้หลีกหนีการรับผลจากากรที่ไม่ยอมทำตามกติกาที่ตกลงไว้
  • เมื่อเด็กเผชิญปัญหา  ถือเป็นโอกาสที่ดีในการช่วยส่งเสริมให้เด็กคิดแก้ปัญหาในทางสร้างสรรค์  เรียนรู้แนวคิดแก้ปัญหาหลายๆ ทาง  ชื่นชมเมื่อเด็กเลือกวิธีแก้ปัญหาด้านบวก
  • ฝึกให้คิดหัดช่วยเหลือคนอื่น  มิให้รอรับความช่วยเหลือจากคนอื่น  ฝึกจนเป็นนิสัยจนทำให้เด็กไปช่วยเหลือคนนอกบ้านได้อัตโนมัติ
  • กำหนดเวลาในการเล่นให้เหมาะสม  ส่งเสริมการเล่นหลายด้านโดยเฉพาะการเล่นที่นำไปสู่การออกกำลังกาย  เช่น แบดมินตัน  ปิงปอง  ว่ายน้ำ เป็นต้น
  • ค้นหาจุดเด่น  พัฒนาความสามารถในด้านเด่นอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้น เช่น  ดนตรี  คอมพิวเตอร์  ด้านกีฬา  การทำกิจกรรมกลุ่ม  ทักษะผู้นำ ฯลฯ
  • แก้ไขจุดอ่อน  โดยการค้นหาและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในตัวเด็ก  เช่น  ไม่ช่วยเหลือตนเอง  รักสบาย  ไม่อดทน  ไม่รอบคอบ ฯลฯ   โดยวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง  และแก้ไขให้ตรงจุด
  • พัฒนาวิธีการเลี้ยงลูก  ค้นหาจุดอ่อนในตัวเอง และปรับเปลี่ยนการเป็นคนที่คอยดุว่า  มาเป็นคนที่คอยฝึกฝน  ส่งเสริมความสามารถ  โดยพ่อแม่เข้ากลุ่มเรียนรู้วิธีการพัฒนาเด็กจากผู้เชียวชาญ
  • ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้   ลดเวลาหรือเก็บเกม  ทีวี  และสิ่งที่ขัดขวางการพัฒนา  หรือเปลี่ยนสถานที่ในการเรียนรู้  เช่น  ส่งเข้าค่าย 3-6 สัปดาห์ที่ต้องช่วยเหลือ และพัฒนาตนเอง  ไปอยู่บ้านญาติ  บวชเณร  เป็นต้น

ช่วยเด็กให้เข้าใจตนเอง

  • มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจตนเอง  มีความรู้เข้าใจโรค แอลดี  เห็นความสามารถของตนเอง  มองเห็นจุดที่เป็นปัญหา  รู้ว่าตนเองเรียนรู้ต่อไปได้  แต่ต้องใช้วิธีการอื่นที่แตกต่างจากเพื่อน   เข้าใจวิธีการที่จะเรียนรู้ต่อไป
  • ให้เวลาแก่เด็กเพื่อซักถาม
  • ให้โอกาสพบกลุ่มเด็กอื่นที่มีปัญหาคล้ายกัน   เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการในการเรียนต่อไป
  • สร้างให้เกิดกำลังใจในการเรียนรู้ต่อ

สร้างความภูมิใจในตนเอง

พ่อแม่ที่ภูมิใจในตนเอง  จะช่วยให้ลูกภูมิใจในตนเองได้  ความภูมิใจในตัวเองเกิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตนเอง  เช่น  รูปร่างหน้าตา  สภาพร่างกาย  ความสามารถ ฯลฯ  และเกิดจากสิ่งภายนอก  เช่น ครอบครัว  ความสัมพันธ์  เพื่อนสังคม ฯลฯ  ควรพัฒนาโดย

  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และญาติ  พ่อแม่เห็นคุณค่าในเด็กและตนเอง  อารมณ์มั่นคง  ยอมรับความเห็น  ให้อิสระแกเด็กในขอบเขตที่กำหนดชัดเจน  มีเหตุผล  และ เน้นการให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ
  • ฝึกให้เด็กทำงาน  ให้ขยันโดยมอบงานให้ทำ และให้รางวัลตามผลงาน  เน้นการออกกำลังกาย  มีร่างกายแข็งแรง  คล่องแคล่วว่องไว  สุขภาพดี  แต่งกายเหมาะสม
  • ฝึกให้มีความสามารถหลายอย่าง  เช่น ทำขนม  ทำกับข้าว  ร้องเพลง  เดินทาง  แก้ปัญหาคล่อง  ดูแผนที่ ฯลฯ
  • เปิดโอกาสให้เด็กทำสิ่งต่างๆ  ได้แสดงความสามารถ  ได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง  และให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ  โดยใช้หลักของเหตุผล และอยู่ภายใต้กรอบของสังคมที่ยอมรับ  เช่น  จัดของใส่บาตร  ซ่อมจักรยาน  รับพิมพ์งาน  ขุดบ่อเลี้ยงปลา ฯลฯ
  • กระตุ้นให้ใช้ความคิด  กระตุ้นให้แสดงความคิดเห็น  ฝึกความคิดด้านบวก  มองโลกในแง่ดี  ให้คิดช่วยคนอื่นมากกว่ารอคนอื่นมาช่วย  ชื่นชมความสามารถของเด็กเป็นระยะและให้กำลังใจ
  • ฝึกการควบคุมตนเอง  และยับยั้งอารมณ์ไม่ดี

สำหรับเรื่องราวของเด็กพิเศษ  สังคมยังต้องรับรู้อีกเยอะค่ะ  เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันพัฒนาเด็กๆเหล่านี้  ผู้ปกครอง ครู  ผู้ใกล้ชิดเด็ก ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเด็ก  ทั้งเด็กพิเศษ  หรือเด็กปกติ  ว่าเด็กแต่ละคนมีศักยภาพซ่อนอยู่ต่างกัน  ถ้าช่วยกันพัฒนา และให้โอกาส กับเด็กๆทุกคน   อนาคตเราน่าจะมี พลเมืองที่มีคุณธรรม และคุณภาพอีกมากมาย…..

แหล่งอ้างอิง 

-คู่มือพ่อแม่ คุณครู ตอน  ความบกพร่องทางการเรียนรู้(LD)  โดย ศ.คลินิก(พิเศษ) พญ.วินัดดา  ปิยะศิลป์

-บ้านกิติเวช

เขียนโดย   เทียนหอม 

เลี้ยงลูกวัยรุ่น  ไม่วุ่นอย่างที่คิด

กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง ….  พี่คะ  ทำไงดี ลูกมีเรื่องที่ โรงเรียนอีกแล้ว

…..  ปีหน้าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว  การเรียนยังแย่อยู่เลย ทำไงดี

……..  ทำไมลูกที่เมื่อก่อนน่ารัก ว่านอนสอนง่าย ทำไมถึงได้ เปลี่ยนเป็นอารมณ์ได้เร็ว

………  อายุแค่ไหนลูกถึงจะมีความรับผิดชอบกันนะ และ   อื่นๆอีกมากมาย

สารพันปัญหาที่ พ่อแม่ของลูกวัยรุ่น  ปวดหัว  กลุ้มอกกลุ้มใจ  ประเด็นหลักก็คือ

ความไม่เข้าใจในพฤติกรรมของลูกๆ ถึงวันนี้พ่อแม่หลายคนก็ยังหาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้ว่า

ตนจะรับบทเป็น “แม่มดใจร้าย” หรือ “นางฟ้าที่แสนดี” จึงจะเหมาะเมื่อต้องดูแลลูก

วัยรุ่น เป็นวัยที่ชอบ ค้นหา เพื่อให้รู้จักตนเอง แสวงหาให้รู้จักสังคมและโลกภายนอก

ปรารถนาใครสักคนหนึ่งที่เข้าใจ รักใคร่ ใกล้ชิด และผูกพันด้วย ความรัก ความสวยงาม

ความสมหวัง ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นความรู้สึกมืดมน ผิดหวัง ว้าเหว่ โดดเดี่ยว มักมีความคิดเพ้อฝัน

จินตนาการกว้างไกล ชอบการผจญภัย ทดลอง ชอบเสี่ยง มีอารมณ์ ผันผวนไม่หนักแน่น

         

พัฒนาการที่เหมาะสมของวัยรุ่น ควรสิ้นสุดโดยมีลักษณะดังนี้ ความสำเร็จ

ในการแยกเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ การมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม

รับผิดชอบต่อการงาน มีจริยธรรมประจำใจ ความสามารถที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง

และถาวรกับผู้อื่น การกลับไปมีสัมพันธภาพกับพ่อแม่ด้วยความเข้าใจที่ดีขึ้น

 เทคนิคการปรับตัวให้เป็นพ่อแม่สมัยใหม่ที่ เข้าใจในวัยรุ่นสมัยใหม่  เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง
1.  พ่อแม่ควรใกล้ชิดกับลูกตั้งแต่เล็ก    การมีโอกาสได้เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิดกับลูกมาตั้งแต่ยังเล็ก
ทำให้สามารถรู้ลักษณะนิสัยของลูกและเข้าใจพฤติกรรมต่างๆที่ลูกแสดงออกมาโดยที่เด็กไม่สามารถปิดบังได้  
การอบรมสั่งสอนทำได้หลายสถานการณ์ เช่น ตอนรับประทานอาหารเย็น  หรือขณะขับรถ  และการอบรม
สั่งสอนสามารถทำได้ครอบคลุมในหลายประเด็น เช่น การเคารพสิทธิของผู้อื่น  ในการใช้โทรศัพท์สาธารณะ  
หรือการใช้ห้องน้ำนานเกินไป การไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาดถนน  เป็นต้น

2.  ฝึกให้ลูกตัดสินใจเอง เพื่อลูกแสดงความว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้วโดยการให้ลูกเป็นฝ่ายตัดสินใจด้วยตนเอง
ภายใต้การแนะแนวทางของพ่อแม่ สิ่งนี้จะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเองที่ตัดสินใจได้ถูกต้อง

3.  เปิดโอกาสให้ลูกพาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน     เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้สังเกตลักษณะนิสัย
และทำความรู้จักเพื่อนของลูก   โดยไม่เข้าไปวุ่นวายจนเป็นที่รำคาญของลูก

4.  ให้ความเคารพในสิทธิของลูก  อย่าระแวงกลัวว่าลูกจะโกหก   การเข้าไปสำรวจข้าวของของลูกอาจทำให้
ลูกขาดความเชื่อมั่นใจในตัวพ่อแม่ได้   

5.  พ่อแม่ควรเป็นกำลังใจให้ลูก  เด็กต้องการกำลังใจเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ตนเอง โดยเฉพาะ
ช่วงของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย   พ่อแม่ควรตกลงกับเด็กอย่างมีเหตุผลและไม่ควรบังคับเด็ก  
เด็กควรมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตนเองโดยพิจารณาจากความถนัด  ซึ่งพ่อแม่ควรช่วยเด็กหาข้อมูลต่างๆ
ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อช่วยในการตัดสินใจของเด็ก     และอย่าทุ่มเทความหวังว่าลูกต้องสอบได้ 
 ควรเผื่อใจเตรียมหาทางออกอื่นๆไว้ เช่นหาที่เรียนเผื่อไว้  เป็นต้น  พ่อแม่อย่าเพิ่มความกดดันให้เด็กมากขึ้น 
เพราะการที่เด็กสอบไม่ได้เขาจะรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ซึมเศร้าจนอาจคิดฆ่าตัวเองได้

6.  ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของลูก  วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการอิสระ  ต้องการเป็นตัวของตัวเอง  
เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองให้เกิดขึ้นการพูดคุยในเรื่องที่เกิดขึ้นกับเด็กให้พูดคุยแบบประนีประนอมไม่ใช้วิธีหักเพื่อการเอาชนะ

7.  พ่อแม่พยายามมีอารมณ์ขัน  ปัญหาต่างๆสามารถคลี่คลาย  หรือผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการ
ค่อยๆคิดค่อยๆทำ และค่อยๆพูดจากัน  พยายามหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์  เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย
ยิ่งขึ้น ลูกวัยรุ่นไม่ต้องการให้พ่อแม่เข้าไปวุ่นวายกับเขา  พ่อแม่จึงต้องยอมลดบทบาทลง  
ยอมทนฟังเสียงเพลงแปลกๆดังๆ  สำนวนคุยที่ไม่ไพเราะการแต่งกายและการไว้ทรงผมที่ขัดนัยน์ตา  
พ่อแม่ต้องทำใจให้ได้ว่าลูกกำลังเติบโตอยู่ในยุคของเขาที่แตกต่างจากยุคของพ่อแม่  
ซึ่งไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้  การมีอารมณ์ขันของพ่อแม่จะช่วยให้สถานการณ์ภายในครอบครัวคลายเครียดได้
8.  ควรใช้เวลาว่างของครอบครัวในการร่วมทำพิธีกรรมทางศาสนาตามวาระอันสมควร 
ศาสนาจะเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตวิญญาณของทุกคนให้เข้มแข็ง รู้จักคิด และห่างไกลจากอบายมุขที่หลอกล่อ
           เลี้ยงลูกวัยรุ่นไม่วุ่นอย่างที่คิด จงเลี้ยงลูกตามธรรมชาติที่ลูกเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น 
ให้ลูกได้ลองผิด ลองถูก ลองแก้ปัญหา เรียนรู้ที่จะยอมรับผลที่จะตามมาเพื่อก้าวต่อไปของลูกจะเข้มแข็ง มั่นคง    
แต่ลูกต้องอยู่ในกรอบของศีลธรรม จริยธรรมด้วย ลูกไม่ต้องเป็นคนเด่นคนดังของสังคม 
แต่ขอให้ลูกเป็นส่วนเติมเต็มให้สังคมสมบูรณ์
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: